โค้งสุดท้ายวางแผนภาษี

ใกล้ จะสิ้นปีแล้ว ปีหนึ่งๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดิฉันวิเคราะห์เองว่า ในสมัยเราเป็นเด็ก แต่ละวันผ่านไปอย่างยาวนาน เพราะเรามีสิ่งใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้มากมาย

เมื่อโตขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เราก็ไม่ตื่นเต้นกับสิ่งที่เราเห็นหรือได้เรียนรู้มาแล้ว วันๆ หนึ่งจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว
การเปิดรับ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องการความก้าวหน้า ต้องการความมีชีวิตชีวาและกระฉับกระเฉงในชีวิต

ท่านจะสังเกตว่า ในวันที่เราเดินทางไปในสถานที่ใหม่ๆ พบผู้คนที่เรายังไม่เคยรู้จัก เราจะรู้สึกว่าวันนั้นจะยาว และเราได้ทำอะไรมากมาย ในแต่ละวัน  จริงๆ แล้วทุกชั่วโมงก็ยาวเท่ากัน ทุกวันก็มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่เวลาที่มีสิ่งใหม่ เวลาที่เราได้เรียนรู้ จะทำให้เรารู้สึกว่าช่วงเวลานั้นยาวนานขึ้น มีความหมายขึ้น

วันนี้อยากเตือนท่านให้วางแผนภาษีก่อนสิ้นปีภาษีค่ะ  เหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์ ท่านต้องรีบดูแลแล้วค่ะ

อย่างแรกคือ การลงทุนเพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ซึ่งท่านจะได้สิทธินำเงินลงทุนไปหักออกจากรายได้พึงประเมินได้สูงสุดถึง 15% ของเงินรายได้ทุกประเภท แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท  RMF มีให้เลือกหลายนโยบาย ทั้งกองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้และพันธบัตร กองทุนผสม กองทุนหุ้นทุน และกองทุนที่ไปลงทุนต่างประเทศ

อย่างที่สองคือ กองทุนหุ้นระยะยาว หรือ LTF ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ลงทุนในหุ้นในระยะยาว ท่านก็สามารถนำไปหักออกจากรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีได้ ตั้งแต่ 3-15% ของรายได้ทุกประเภท  โดยปีไหนอยากลงทุนเท่าไรก็ได้ แต่เงินลงทุนแต่ละก้อนต้องลงทุนนานเกินกว่า 5 ปีปฏิทิน คือลงทุนในปี 2552 นี้ จะขายคืนได้ในปี 2556 ค่ะ  ลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของรายได้เช่นกัน

อย่างที่สามคือ เบี้ยประกันชีวิตแบบออมทรัพย์หรือสะสมทรัพย์ ที่กรมธรรม์มีระยะเวลาเอาประกันไม่น้อยกว่า 10 ปี มีการคืนเงินไม่เกิน 20% ของเบี้ยที่นำส่งไป  สามารถหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท

อย่างที่สี่ คือดอกเบี้ย เงินกู้เพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย หักลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท

อย่างที่ห้า เงินบริจาคต่างๆ สามารถหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย  และเงินบริจาคเพื่อการศึกษา สามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่า

อย่างที่หก คือ เงินหักลดหย่อนการเลี้ยงดูบุพการี หักได้ท่านละ 30,000 บาท  แต่ต้องให้แน่ใจว่า บุพการี มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีนะคะ  ถ้าเกินก็หักลดหย่อนไม่ได้ค่ะ ถือว่ามีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตขั้นต่ำแล้ว  ซึ่งดิฉันไม่เห็นว่าคนมีรายได้ 30,000 บาทต่อปี หรือเดือนละ 2,500 บาทต่อเดือนจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตขั้นต่ำตรงไหนเลย  โดยเฉพาะถ้าอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร

และอย่างสุดท้าย เงินหักลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือยังไม่มีรายได้

รายละเอียดดิฉันเขียนเอาไว้ ในนิตยสารแอลฉบับเดือนธันวาคม ซึ่งท่านสามารถติดตามอ่านได้ค่ะ

วันนี้อยากจะขอเน้นเรื่องการเลือกลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ และกองทุนรวมหุ้นระยะยาวในปีนี้ เพราะมีผู้สอบถามเข้ามามาก

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว ท่านไม่มีสิทธิเลือกว่าจะลงทุนในนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นนอกจาก หุ้น แต่ท่านยังเลือกได้ 2 อย่างคือ เลือก เลือกสัดส่วนการลงทุนในหุ้นทุน และเลือกนโยบายการจ่ายเงินปันผล

การเลือกสัดส่วนลงทุนในหุ้นนั้น ท่านเลือกได้ว่าจะลงทุนในหุ้นสูงสุดเพียงประมาณขั้นต่ำ หรือลงทุนแบบมีการทำป้องกันความเสี่ยงไว้บางส่วน หรือจะลงทุนปกติ คือมีหุ้นโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 65% ในรอบปีบัญชี

นอกจากนี้ ท่านยังสามารถเลือกนโยบายปันผล ได้ว่าจะรับหรือไม่รับเงินปันผล  ส่วนตัวดิฉันแนะนำให้เลือกกองทุนที่มีการจ่ายเงินปันผลค่ะ เพราะตลาดหุ้นไทยในปีหน้า ก็จะเหมือนตลาดหุ้นทั่วโลก คือจะผันผวน  การรับเงินปันผลจึงเป็นการลดความเสี่ยงด้วยการนำกำไรมาเก็บตุนไว้ก่อนบาง ส่วน แม้ว่าเงินปันผลจะจ่ายได้ไม่เกิน 30% ของกำไร และต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% ก็ตาม  ดิฉันว่ายังคุ้มค่ะ

ส่วนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพนั้น ท่านสามารถเลือกได้หลายนโยบาย  ถ้าต้องการความเสี่ยงน้อย โดยคาดหวังผลตอบแทนต่ำ ให้เลือกกองทุนตลาดเงิน  หากรับความผันผวนของผลตอบแทนได้บ้าง ก็เลือกกองทุนพันธบัตร หรือกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนทั้งพันธบัตรและหุ้นกู้ภาคเอกชน

รับความผันผวนได้ปานกลาง และคาดหวังผลตอบแทนปานกลาง ให้เลือกลงทุนในกองทุนผสม ซึ่งจะมีการลงทุนทั้งหุ้นทุนและตราสารหนี้

รับความผันผวนหรือความเสี่ยงได้สูง และมุ่งหวังผลตอบแทนที่สูงกว่า ในระยะยาว ให้เลือกกองทุนหุ้นทุน
ผู้ ที่เลือกลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาวแล้ว และไม่อยากรับความเสี่ยงเพิ่มมากนัก ก็อาจจะลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพประเภทตลาดเงิน พันธบัตรหรือตราสารหนี้ หรือกองทุนผสม

ส่วนผู้ที่รับความเสี่ยงได้มาก อาจจะเป็นเพราะมีรายได้สูง ไม่มีภาระทางการเงิน หรือมีความมั่งคั่งโดยรวมสูงแล้ว สามารถเลือกกองทุนหุ้นทุนเพิ่มอีกได้ หรืออาจจะเลือกกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ หรือกองทุนที่ลงทุนในทองคำ หรือโภคภัณฑ์ได้

ทั้งนี้ควรจะมีการปรับเปลี่ยนการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ลงทุนด้วยค่ะ

อย่าลืมว่า การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ผลตอบแทนในอดีต ไม่สามารถบ่งชี้ถึงผลตอบแทนในอนาคต  นอกจากนี้ ท่านควรศึกษาข้อมูลให้ดี ก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: