แนวทางการบริหาร เงินลงทุนในปี 2553

เหลืออีกเพียง 2 สัปดาห์ก็จะหมดปี 2552 ซึ่งถือว่าเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกแย่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้

นอกจากนี้โดยธรรมเนียมปฏิบัติแล้วในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธ.ค. นักลงทุนสถาบันต่างประเทศก็มักจะหยุดพักในช่วงเทศกาลคริสต์มาสต่อเนื่องถึง ปีใหม่ไปเลย ในเรื่องทิศทางของตลาดหุ้นในช่วงนี้ก็คงจะเริ่มชะลอตัวเช่นกัน ประกอบกับช่วงนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐไร้ทิศทาง

ดังนั้นในสัปดาห์นี้ผมจึงเตรียมเรื่องที่ผมคิดว่ามีความสำคัญมาก คือ แนวทางในการบริหารเงินลงทุนในปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่ผมคาดว่าปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมี นัยสำคัญ ซึ่งจะมีผลต่ออัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่เปลี่ยนไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น พันธบัตร หุ้นสามัญ และราคาทองคำ

ผมขอสรุปสั้นๆ เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพและเข้าใจง่ายๆ ว่า ในปี 2553 นั้น ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงของไทยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงจากปี 2552 ได้แก่ 1) การปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ รวมถึงของไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้น 0.50% ส่วนอัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 3% 2) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ตั้งแต่ไตรมาส 2/2553

โดยคาดว่าสิ้นปี 2553 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐต่อยูโรจะอยู่ที่ระดับ 1.47 ดอลลาร์สหรัฐต่อยูโร 3) การเติบโตของเศรษฐกิจ ทั่วโลก ยกเว้น จีน อินเดีย มีโอกาสกลับมาชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังปี 2553 แต่คาดว่าจะไม่รุนแรงเท่ากับที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4/2551

การเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปี 2553 ที่ผมสรุปไปแล้วข้างต้นนั้น ส่งผลให้ทุกท่านจำเป็นต้องปรับแนวทางในการบริหารเงินใหม่เพื่อให้สอดคล้อง กับปัจจัยแวดล้อมดังกล่าว แต่ก่อนที่จะพูดถึงแนวทางการบริหารเงินที่ต้องปรับปรุง ผมอยากเสนอความเห็นเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังของสินทรัพย์ประเภท ต่างๆ ก่อน

ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยแล้วในวัฏจักรเศรษฐกิจที่อัตราการเติบโตหรือถดถอยลดลงผ่านจุดต่ำ สุดแล้ว (ปี 2552) ในวัฏจักรต่อมา (ปี 2553) จะเป็นวัฏจักรของการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งจะเริ่มมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย โดยในวัฏจักรนี้สินทรัพย์ประเภท ตราสารหนี้ระยะยาวจะมีความน่าสนใจน้อยที่สุด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน

สำหรับสินทรัพย์ประเภทหุ้นสามัญในวัฏจักรนี้ อัตราผลตอบแทนจะต่ำกว่าในวัฏจักรก่อนหน้า เนื่องจากเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมี ผลกระทบต่อทั้งความสามารถในการทำกำไรและมูลค่าหุ้นให้ลดลง สำหรับสินทรัพย์ที่โดยเฉลี่ยให้อัตราผลตอบแทนสูงสุดในวัฏจักรเศรษฐกิจแบบนี้ คือ ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์

ผมเชื่อว่าหลังจากที่ทุกท่านเห็นภาพของอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังของสินทรัพย์ ประเภทต่างๆ แล้ว ก็น่าที่จะสามารถกำหนดแนวทางในการบริหารเงินทุนในปี 2553 ได้แล้ว โดยในความเห็นของผมนั้น ผมขอเสนอแนวทางดังนี้ครับ

1. การลงทุนในตราสารหนี้ควรลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุ 1-3 ปี) และเนื่องจากเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวแล้ว ดังนั้นการลงทุนใน ตราสารหนี้ของภาคเอกชนจึงสามารถทำได้มากขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงของธุรกิจมีแนวโน้มลดลงตาม ทั้งนี้รวมถึงการลงทุนในตราสารหนี้เอกชนที่มี Rating ต่ำกว่า A จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงขึ้น

2. ควรลดความคาดหวังในเรื่องอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้น โดยคาดว่าตลาดหุ้นในปี 2553 จะให้อัตราผลตอบแทนได้ ไม่สูงกว่า 15% ต่อปี ดังนั้นแนวทางการลงทุนในปี 2553 นั้น นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยจำเป็นต้องทำการบ้านมากขึ้น ทั้งในส่วนของการเลือกอุตสาหกรรมลงทุนที่ถูกต้อง และเลือกหุ้นลงทุนที่เหมาะสม

3. เตรียมกลยุทธ์ทางเลือก (Plan B Strategy) ในกรณีที่ตลาดหุ้น ไม่เป็นไปตามคาดการณ์ โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงมากนัก ผมแนะนำให้ปรับพอร์ตมาลงทุนในหุ้น Defensive และ Dividend เพิ่มขึ้น รวมทั้งควรศึกษานำ TFEX มาใช้ป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่ตลาดฯ ปรับตัวลดลงด้วย ที่ผมแนะนำเช่นนี้เพราะผมประเมินว่า ตลาดหุ้นในปี 2553 มีความเป็นไปได้มากๆ ที่จะผันผวนสูง จากทั้งปัจจัยด้านอิทธิพลของเงินทุนต่างประเทศที่มีโอกาสไหลเข้า-ออก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และด้านพื้นฐานเศรษฐกิจที่เศรษฐกิจโลกอาจเกิดภาวะถดถอยรอบ 2 (Double-Dip Recession)

4. เพิ่มการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ต้องมีข้อมูลที่เพียงพอ โดยผมเน้นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ผมยอมรับครับว่าในทางทฤษฎีในปี 2553 สินทรัพย์ประเภทโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนมากที่สุด แต่เนื่องจากราคาทองคำปรับตัวขึ้นมากว่า 20% จากปี 2551 ซึ่งถือได้ว่าสะท้อนการคาดการณ์ทั้งในเรื่องเงินเฟ้อ และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐไปพอสมควรแล้ว

ดังนั้นอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำสำหรับปี 2553 ก็มีโอกาสที่จะลดลงเช่นเดียวกันกับตลาดหุ้น ทั้งนี้รวมถึงในบางเวลาราคาทองคำมีโอกาสที่จะผันผวนสูงด้วย โดยเฉพาะช่วงที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเปลี่ยนแนวโน้มกลับไปแข็งค่า ดังนั้นผมจึงแนะนำให้ลงทุนในโภคภัณฑ์ที่ราคายังคงปรับตัวขึ้นไม่มาก และเป็นสินค้าที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ซึ่งได้แก่อุปสงค์จากภาคธุรกิจ ได้แก่ น้ำมัน ถ่านหิน และเหล็ก ซึ่งนักลงทุนสามารถลงทุนผ่านหุ้นในกลุ่มดังกล่าวได้ หากไม่สามารถลงทุนโดยตรงได้

5. พักเงินไว้ที่ Money market fund ในเวลาที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง หรือกำลังปรับตัวลดลง คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนก.พ.- มี.ค. 2553 ซึ่งคาดว่าอัตราผลตอบแทนจะสูงขึ้นกว่าปัจจุบันตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่หากเกิดกรณีที่เศรษฐกิจโลกกลับไปถดถอยรอบ 2 ผมประเมินว่า การพักเงินใน Money market fund อาจไม่เพียงพอ แต่อาจจำเป็นต้องย้ายเงินกลับไปลงทุนในตราสารหนี้ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: