ยั่งยืน.. ฉับไว เทรนด์ธุรกิจพิชิตปีเสือ

ขณะที่ผู้เชี่ยวชายจากหลายต่อหลายสำนักเศรษฐศาสตร์ ต่างเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2010 เส้นกราฟเศรษฐกิจจะเชิดหัวขึ้น

แต่ในมุมมองของกูรูนักการ ตลาด อย่าง “ปรีชา เชาวโชติช่วง” ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย กลับเห็นว่า ไม่มีคำว่าดีอย่างที่สุด แล้วก็ไม่มีคำว่าแย่อย่างที่สุดเช่นเดียวกัน

เพราะขึ้นชื่อว่าธุรกิจ ย่อมต้องมีขึ้นมีลงกันทั้งนั้น ตราบใดที่ความไม่แน่นอนยังคงเป็นสัจธรรมของโลกใบนี้ ถึงแม้เศรษฐกิทั่วโลกจะหวานชื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ธุรกิจของคุณจะรุ่งตามไปด้วย

การดำเนินธุรกิจให้อยู่รอด จะมัวแต่นำพากับคำวิเคราะห์วิจารณ์ถึงทิศทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะวันนี้หรือวัน ข้างหน้า จนตระหนกตกใจหรือแม้แต่ลำพองใจ  ก็สร้างความเสียหายได้พอๆ กัน หากเราลืมที่จะหันมาพัฒนาสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง

ดังนั้นสำหรับประธานทีเอ็มอีติดต่อกันสองสมัยอย่างปรีชา จึงมองว่าประเด็นสำคัญของการดำเนินธุรกิจให้มีความสามารถในการแข่งขันได้ใน ทุกสภาพสนามนั้น จะต้องเป็นความแข็งแกร่งในตัวเอง ซึ่งมีเคล็ดไม่ลับอยู่ที่ “ความฉับไว”

“World Watch 2010: Dealing with the Agile Business Landscape” จึงถูกกำหนดขึ้นให้เป็นหัวข้องานสัมมนาครั้งใหญ่ของสมาคมฯ อย่าง “TMA DAY 2009” ซึ่งจัดขึ้นทุก 2 ปี และกำลังจะเกินขึ้นในวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ ที่โรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์ค นายเลิศ

ธีมงานดังกล่าวเป็นการต่อยอดขึ้นจากคำว่า “Agile” อันหมายถึงความคล่องแคล่ว ว่องไว ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจขาดไม่ได้โดยเด็ดขาด

“ธุรกิจยุคใหม่ ทำอะไรต้องเร็ว เพราะขืนถ้าคิดช้า ทำช้า ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ก็จะสู้ได้ยาก โดยเฉพาะธุรกิจที่แข่งขันด้วยความเร็ว อย่างเครดิตการ์ด, ไฮเปอร์มาร์เก็ต และ โทรศัพท์มือถือนั้น ยิ่งต้องอาศัยความไวในการบุกประชิดตัวผู้บริโภค ตอบสนองความต้องการให้ได้ก่อนใคร เรียกว่า ใครไปถึงก่อน ก็ได้เปรียบ”

พร้อมกันนี้ ปรีชา ยังได้ยกตัวอย่างถึงองค์กรยักษ์ใหญ่ อย่างเอสซีจี ที่หักล้างข้ออ้างของคนหัวโบราณไม่ยอมปรับเปลี่ยนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ ตามแต่ ในเมื่อเอสซีจียังเปลี่ยนได้ทั้งองคาพยพ ทั้งๆ ที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีธุรกิจในเครือหลากหลาย แต่ยังสามารถทำได้ ก็ไม่ควรที่รายอื่นๆ จะมายกข้ออ้างบ่ายเบี่ยงว่าทำไม่ได้!

“บริษัทอย่างเอสซีจี ใหญ่โตมโหฬาร แต่ยังเปลี่ยนแปลงสไตล์การทำงานเข้ากับยุคสมัยได้ ผมว่าใครๆ ก็ต้องทำได้ ถามว่า ถ้าวันนี้เอสซีจียังขายปูนอย่างเดียวอยู่จะเป็นอย่างไร จะเติบใหญ่อย่างวันนี้หรือไม่ ลองไปคิดกันดู”

นอกจากนี้ ก็ยังได้ยกตัวอย่างองค์กรที่ประสบความสำเร็จจากการกล้าเปลี่ยนแปลงอย่างฉับ ไว อาทิ บริษัทเออาร์ไอพี ซึ่งเอ่ยชื่อคนอาจจะงง แต่ถ้าบอกว่าคือบริษัทผู้จัด “งานคอมมาร์ท” แน่นอนว่าไม่มีใครไม่ร้องอ๋อ!

กลุ่มเออาร์ฯ กลายเป็นตัวอย่างซึ่งปรีชายกขึ้นมา ก็เพราะจากวันแรกของการก่อตั้งบริษัท เออาร์ มีธุรกิจหลัก คือ ทำรีเสิร์ช ทำธุรกิจบนฐานข้อมูล จนกระทั่งผันตัวเข้าสู่วงการสื่อสิ่งพิพม์กับนิตยสารไอทีหลายหัวหนังสือ และในที่สุดก็มองเห็นเทรนด์ตลาดไอทีซึ่งเติบโตไม่หยุด โดยเป็นผู้บุกเบิกงานไอทีเทรดแฟร์งานใหญ่ที่คอไอทีตั้งตารอ

ขณะที่ บุญรอดบริวเวอรี่ ก็เป็นตัวอย่างของคนที่กล้าเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนมากในมุมมองของปรีชา จากที่เคยเป็นเจ้าตลาดยักษ์ใหญ่ แทบจะกินรวบตลาดเบียร์ทั้งประเทศอยู่รอมร่อ แต่ “สิงห์” ก็ต้องถูกสั่นคลอนบังลังก์ด้วย “ช้าง” ซึ่งเข้าตีตลาดด้วยกลยุทธ์เหล้าพ่วงเบียร์ อันนำมาสู่สงครามราคา 3 ขวดร้อย ซึ่งสิงห์ได้แต่มองตาปริบๆ เพราะไม่อาจลดราคาลงมาสู้ได้

สิงห์ได้แต่นั่งมองช้างนั่งแท่นเบอร์หนึ่งของตลาดอยู่หลายปี จนเมื่อตั้งหลักได้ สิงห์ก็เดินหน้าเบียดช้างด้วยหลากหลายกลยุทธ์ควบคู่กัน จนในที่สุด บัลลังก์เจ้าตลาดเบียร์ก็หวนกลับคืนสู่อาณาจักรบุญรอดอีกครั้ง ที่แม้ว่าจะไม่ได้ชนะขาดลอย แต่อย่างไรเสีย ที่หนึ่ง ก็ยังคงเป็นที่หนึ่งวันยังค่ำ

ความกระฉับกระเฉงขององค์กรตามที่ปรีชาเอ่ยถึงข้างต้นนั้น เขาบอกว่าควรจะมาควบคู่กับการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับ สินค้าและบริการด้วย โดยประธานทีเอ็มเอ ย้ำให้ฟังว่า “ธุรกิจที่ไม่มีนวัตกรรม จะเสียเปรียบในการแข่งขัน เพราะผู้บริโภควันนี้ มองหาแต่สิ่งใหม่อยู่เสมอ ซึ่งนวัตกรรมนอกจากจะช่วยสร้างความโดดเด่นจากคู่แข่งได้แล้ว ที่สำคัญคือ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าหรือบริการ จนนำมาสู่ราคาขายและผลกำไรที่ดีขึ้นด้วย”

อย่างไรก็ตามเร็วมากไปก็ใช่ว่าจะดี โดยปรีชาบอกว่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่เคยล้มพลาดท่าเพราะรีบเกินไปก็มีให้เห็น อยู่บ่อยครั้ง อย่างแบรนด์โทรศัพท์มือถือรายหนึ่งที่รีบออกสินค้าใหม่ โดยหวังที่จะประกาศตัวเป็นผู้นำเปิดตัวเป็นรายแรก แต่แล้วก็ต้องสะดุดเมื่อมาพบว่าสินค้ามีปัญหาชนิดยกล็อต จนต้องเรียกเก็บสินค้าคืนกันจ้าละหวั่น เหตุเพราะรีบเกินไปนั่นเอง

“ไม่ว่าจะเร็วหรือรีบแค่ไหน ก็ไม่ควรจะปล่อยให้มีความสำคัญเกินกว่าการตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้ดีเสียก่อน”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งเทรนด์ซึ่งปรีชา บอกว่าจะมาแรงสุดๆ ในปี 2553 ได้แก่ การมุ่งหน้าพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งหมายถึงการใส่ใจถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยทำธุรกิจยุคใหม่ ควรมองให้ไกล ไม่ใช่คิดถึงแต่ผลกำไรในวันนี้ หากแต่สิ่งที่ควรคิดถึงให้มาก คือ ความยั่งยืน ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ และสังคม

“เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน แม้ว่าจะถูกยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในวันนี้ธุรกิจที่ให้ความสำคัญจริงจังยังมีอยู่ไม่มากนัก และก็ไม่รู้ด้วยว่า อีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้าจะเป็นไปได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือ มันเริ่มเป็นกระแสแล้ว และ ธุรกิจที่ยังมองข้ามในเรื่องนี้ไป อาจตกขบวนก็ได้” ปรีชา กล่าว

พร้อมกันนี้ ยังมีอีกหลายกลยุทธ์ซึ่ง ปรีชา บอกว่าห้ามมองข้ามโดยเด็ดขาด แม้ว่าหลายเรื่องจะเป็นเรื่องเก่า แต่ก็ยังใช้ได้เสมอในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ตั้งแต่ การสร้างแบรนด์ที่พูดกันมาเป็นสิบปี วันนี้ ก็ยังคงต้องสร้างแบรนด์อยู่ เพียงแต่การสร้างแบรนด์ซึ่งปรีชาบอกไว้นั้น ไม่ใช่เรื่องของนักการตลาด หรือ แผนกการตลาดเพียงหน่วยงานเดียว เพราะทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องกับองค์กร ก็ควรที่จะต้องมี “เซ้นส์” ทางการตลาดกับเขาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พนักงานคอลเซ็นเตอร์ จะต้องไปเรียนเอ็มบีเอ

เพียงแค่ “มีใจ” ที่จะทำให้ผู้บริโภครักแบรนด์ หรือ องค์กร.. แค่นั้นก็เรียกว่า มีส่วนช่วยในการสร้างแบรนด์ให้กับองค์กรได้แล้ว

 

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: