ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน สสว. หนุนเอสเอ็มอีโตยั่งยืน


“ยุทธ ศักดิ์ สุภสร” ผอ.สสว.คนใหม่ เผยแนวคิดช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ประกาศ สสว.ยุคใหม่ เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอีทุกสาขาทุกเรื่อง

ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน สสว. หนุนเอสเอ็มอีโตยั่งยืน

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี (สสว.)เปิดเผยหลังจากเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการ สสว. คนใหม่ว่า แผนยุทธศาสตร์การบริหาร สสว.นับจากนี้ กำหนดให้ธุรกิจเอสเอ็มอีมีความสำคัญและเป็นรากฐานของเศรษฐกิจภายในประเทศ เนื่องจากเอสเอ็มอีคิดเป็นอัตราส่วน 95% ของผู้ประกอบการทั้งหมด หรือมีจำนวนผู้ประกอบการ กว่า 2.4 ล้านกิจการ

ดังนั้นเศรษฐกิจของประเทศไทยจะดำเนินต่อไปอย่างไรในอนาคต กลไกที่จะมาช่วยขับเคลื่อนอีกตัวหนึ่งก็คือสถานการณ์ความอยู่รอดของผู้ ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนั้น สสว.ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนเอสเอ็มอีที่สำคัญ จึงจะต้องเดินหน้าให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อให้สามารถยืนหยัดและ พัฒนาสินค้าออกสู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืนและมั่นคง

ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายให้ สสว.เป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพสูงในการส่งเสริม ชี้นำ และพัฒนาเอสเอ็มอีสู่ความยั่งยืน โดยมีรูปแบบดำเนินการดังนี้
1.จะวิจัยนโยบายกำหนดยุทธ์ศาสตร์เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเอสเอ็มอีของประเทศ
2. สร้างกลไกการพัฒนาให้เป็นที่ยอมรั
3.สร้างเครือ-ข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่ครบถ้วนสำหรับเอสเอ็มอี และ
4.พัฒนาองค์กรให้เป็นที่ยอมรับ และต้องปรับตัวให้เป็นสากลเพื่อรองรับการเปิดเสรีในอนาคต

“หน้าที่สำคัญของ สสว. จะทำหน้าที่คัดหาง เสือ เป็นผู้กำหนดทิศทาง และต้องเป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็ม-อีทุกสาขาทุกเรื่อง และสร้างเสริมเติมเต็มเอสเอ็ม-อีภายใต้แนวคิด “MOVE” ซึ่ง สสว.ในยุคนี้จะลดบทบาทการเป็นผู้ปฏิบัติให้น้อยลง”

สำหรับยุทธศาสตร์ “MOVE” ประกอบด้วย

M คือ Missing link ได้แก่ การสร้างเสริมเติมเต็มกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมเอสเอ็ม อี เช่น สถาบันต่างๆภายใต้สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อก่อให้เกิดการร่วมมือ เช่น การสร้างโครงการร่วมกัน เพื่อช่วยพัฒนาเอสเอ็มอีในสิ่งที่เอสเอ็มอีต้องการ ให้ทุกส่วนและทุกหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้ประกอบการ ขณะที่ สสว.จะลดบทบาทการเป็นหน่วยงานปฏิบัติ และจะเป็นผู้กำหนดทิศทางให้เป็นไปตามนโยบายที่วางไว้

ส่วน O คือ Onward ได้แก่ การเร่งรัดการดำเนินงาน เนื่องจากที่ผ่านมาหน่วยงานหยุดนิ่งไปเกือบ 2 ปี ภารกิจต่างๆจึงต้องเร่งดำเนินการ ปัญหาที่ค้างคาอยู่ทั้งภายในองค์กรเองและปัญหาการพัฒนาเอสเอ็มอี ก็ต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว นอกจากนี้ ต้องเร่งพัฒนาเอสเอ็มอีเข้าสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะตลาดอาเซียน และให้เอสเอ็ม-อีเข้ามามีส่วนร่วมกับอาเซียนเพิ่มขึ้น

สำหรับ V คือ Value ได้แก่ การเพิ่มคุณค่าการดำเนินงานของ สสว. เนื่องจาก สสว.จะต้องทำให้ผู้ประกอบการเห็นถึงคุณค่าของหน่วยงานก่อน เพื่อให้ผู้ประกอบการไว้วางใจ เข้าร่วม และให้ความร่วมมือกับ สสว.  โดยการสร้างการบริการให้เป็นที่ยอมรับ

E คือ Efficiency ได้แก่ การดูแลการสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับวิสัยทัศน์ต่างๆ ปรับปรุงโครงสร้างการทำงานให้เหมาะสม มีความคล่องตัว มีธรรมาภิบาล และมีมาตรฐาน

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า หลังจากนี้ สสว.จะแบ่งเอสเอ็มอีออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1.กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก
2.กลุ่มโอทอป
3.กลุ่มภาคการผลิต เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือ เพราะในแต่ละช่วงเวลา เอสเอ็มอีแต่ละกลุ่มย่อมต้องการความช่วยเหลือที่แตกต่างกัน และได้รับผลกระทบไม่เท่ากันทุกกลุ่ม

ทั้งนี้ สสว.มีแผนจะช่วยเหลือเอสเอ็มอีใน 7 วิธีคือ
1.ให้ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนธุรกิจ ฝึกอบรมเชิงเทคนิค

2.ช่วยเหลือให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยดึงธนาคารเข้ามามีส่วนร่วมสร้างระบบ สนับสนุนทาง การเงินการลงทุน และวิจัยพัฒนาแก่เอสเอ็มอี

3.ขยายโอกาสทางการตลาด โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สร้างตลาดแหล่งรวบรวมสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

4.สร้างเครือข่ายพัฒนาระบบข้อมูล เพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการและผู้กำหนดนโยบายให้ทราบความเคลื่อนไหวของเอสเอ็มอี

5.ให้ความรู้เรื่องทางเทคนิคด้านการประกอบธุรกิจตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจ โดยจะจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาแก่ผู้ ประกอบการ เพื่อให้ข้อมูลด้านเทคนิคและเทคโนโลยี

6.กำหนดมาตรการพิเศษช่วยเหลือเอสเอ็มอี กลุ่มเป้าหมาย โดยจะมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ มีมาตรการพิเศษในการสนับสนุน เช่น การชดเชยดอกเบี้ย เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการพัฒนาตัวเองและสนใจเข้ารับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ซึ่งมาตรการนี้อาจจะไปร่วมงานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่คงไม่สามารถให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ เพราะ สสว.ไม่มีอำนาจและ

7.ติดตามข้อมูลจัดทำดัชนีชี้วัดสภาวะเอส-เอ็มอี เพื่อติดตามสถานการณ์และหามาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ทันท่วงที ซึ่งเอสเอ็มอีจะได้มีเวลาปรับตัวรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

“แผนการทุกอย่างกำลังอยู่ระหว่างการทำแผนปฏิบัติการ ซึ่งจะเร่งทำให้แล้วเสร็จและนำมาใช้จริงให้เร็วที่สุด”

ผอ.สสว.คนใหม่กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการเดินทางไปร่วมประชุมสัมมนาระหว่างประเทศแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน เกี่ยวกับการขับเคลื่อนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยประเทศสมาชิกในกลุ่มเอเปค ประเทศสมาชิกตกลงว่าจะทำรายงานการเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆระหว่างประเทศ สมาชิก ซึ่งเปรียบเทียบกันใน 6 หัวข้อ ดังนี้

1.สิ่งแวดล้อมในการทำธุรกิจรวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการธุรกิจ ว่าเอื้อต่อการทำธุรกิจมากน้อยแค่ไหน
2.การสร้างขีดความสามารถในการบริหารจัดการการสร้างผู้ประกอบการใหม่
3.การสนับสนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงตลาดผ่านข้อมูลและการพัฒนา
4.ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมและพัฒนาสินค้า
5.เพิ่มการรับรู้และเข้าถึงแหล่งเงินทุน และ
6.การสนับสนุนวิธีการปฏิบัติที่ดีสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืน

“เมื่อมีการประชุมในครั้งต่อไป ทุกประเทศสมาชิกจะนำข้อมูลทั้ง 6 หัวข้อนี้มาเปรียบเทียบกัน สำหรับ สสว.แล้ว จะนำแนวทางทั้ง 6 หัวข้อนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเอสเอ็มอีของ  สสว.”

 

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: