เศรษฐกิจไทย อยู่อย่างไรในอนาคต!

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2553 เริ่มมีสัญญาณที่ชี้ให้เห็นถึงการปรับตัวที่ดีขึ้นทั้งภาคการผลิต และคำสั่งซื้อ

จากเวทีสัมมนาทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2553 “เศรษฐกิจไทย อยู่อย่างไรในอนาคต” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2552
*ศก.ปี53 โต3-5%

รศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2553 เริ่มมีสัญญาณที่ชี้ให้เห็นถึงการปรับตัวที่ดีขึ้นทั้งภาคการผลิตและคำสั่ง ซื้อ โดยเฉลี่ยทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 3.0 – 5.0% จากผลของมาตรการต่างๆของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของภาค อุตสาหกรรมการผลิต อันเป็นผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ส่วนในปี 2552 คาดว่า จะหดตัว 3.0%

อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจยังมีปัจจัยเสี่ยง ทางการเมืองที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่น , การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง  , ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และแนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น,ราคาน้ำมันโลกที่มีโอกาสขยับไปแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ / บาร์เรลในปี 2553 จนส่งผลต่อต้นทุนการผลิต การปรับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ

ดังนั้นในระยะยาวรัฐบาลควรวางนโยบายแผนชัดเจนต่อการพึ่งพาพลังงานจากต่าง ประเทศระยะยาว รวมถึงประเด็นปัญหาโครงการลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่ส่งผลให้การลงทุนใหม่ๆในพื้นที่ต้องหยุดชะงักลง และยืดเยื้อไปถึงต้นปี 2553 หากรัฐไม่เร่งแก้ปัญหาให้มีความชัดเจนโดยเร็ว

รศ.ดร.พรายพลกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นมาตรการที่ถูกต้อง แต่ควรปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้นโดยเฉพาะโครงการไทยเข้มแข็ง 2 ที่หลายโครงการเป็นโครงการล้างท่อ ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น โครงการลงทุนด้านโลจิสติกส์  ส่วนใหญ่เน้นการปรับปรุงสภาพถนน  ขณะที่ระบบรางสภาพค่อนข้างล้าหลังมาก แต่รัฐบาลกลับจัดสรรงบประมาณลงทุนในสัดส่วนน้อยมาก

*เก็บภาษีที่ดิน-มรดก

สอดคล้องกับรศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เห็นว่า โครงการต่างๆ ของรัฐบาลนับว่าเป็นโครงการที่ดี แต่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน ควบคู่ไปกับการเร่งดำเนินนโยบายในการพัฒนาประสิทธิภาพของทั้งภาคอุตสาหกรรม , การเกษตร และการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบัน

โดยรัฐบาลจะต้องเร่งวางนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ไทยจากโอกาสของเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศ ไทยอย่างต่อเนื่อง และปรับบทบาทการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมให้มีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งปรับสัดส่วนการพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอกให้สมดุลขึ้นเมื่อเทียบจาก ปัจจุบัน

“ในเบื้องต้นรัฐควรใช้โครงการไทยเข้มแข็งเป็นโครงการนำร่องในการทำงานร่วม กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการเร่งแก้ปัญหาความล้มเหลวการประสานงานระหว่างรัฐกับรัฐ และรัฐกับเอกชน และควรผลักดันเรื่องภาษีที่ดิน และภาษีมรดกให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ”

*ยุทธศาสตร์เชื่อมกลุ่มจี20

ขณะที่มุมมองจากอดีตรัฐมนตรีการคลัง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กล่าวว่าวิกฤติที่เกิดขึ้น ไทยควรเริ่มคิดใหม่ รัฐบาลควรเร่งสร้างเชื่อมั่น อย่ามัวแต่ให้ความสำคัญกับตัวเลขจีดีพีโดย เฉพาะการวางยุทธศาสตร์นำประเทศเชื่อมโยงกลุ่มจี 20 เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศในอนาคตไว้ให้ได้    ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯยังมีบทบาทสำคัญในเอเชีย  การสร้างสานความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นขึ้นเพราะญี่ปุ่นเป็นนักลงทุน ต่างชาติรายใหญ่ของไทย
*เจาะกลุ่มตลาดเอเชีย

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี  ประธานเพื่อการส่งออกและนำเข้าประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าประเทศจะได้รับกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจช่วง 2 ปีแต่สำหรับผู้ประกอบการส่งออกมีการปรับตัวพัฒนาดีขึ้นเห็นได้จากการค้าไป ยังประเทศตลาดหลัก สหรัฐฯ ,ยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งเดิมมีสัดส่วนมากถึง 36% ปัจจุบันเหลือ 33% ขณะที่สินค้าส่งออกที่ใช้องค์ความรู้กลับเพิ่มสัดส่วนถึง 60% จาก 46%

“ในเมื่อกระแสเศรษฐกิจหลัก ( อุตสาหกรรม/ส่งออก ) นำพาประเทศไทยไปได้ก็ควรเดินต่อ   ซึ่งไทยมีโอกาสสูงจะเป็นศูนย์การค้าของเอเชียได้ ทั้งถนนหนทาง อากาศ สามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระบบขนส่งโลจิสติกส์ได้หมด ”

*เปิดฐานลงทุนใหม่เซาเทิร์นซีบอร์ด

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยวันนี้เรามาถึงครึ่งตุ่มแล้ว แต่เทียบการฟื้นสหรัฐอเมริกา และยุโรปเป็นเพียงเศษ 1 ส่วน 5   ดังนั้นการส่งออกจะไปพึ่งประเทศคู่ค้าเดิม ๆไม่ใช่ ต้องหันมาเน้นประเทศในเอเชีย/ตะวันออกกลางมากขึ้น  ซึ่งยังต้องเดินตามกระแสหลักเดิมคือส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมควบคู่ภาคส่งออก  ขณะเดียวกันยังต้องเน้นกำลังซื้อในประเทศ ( Domestic Demand )

พร้อมทั้งแนะต่อว่าหากเศรษฐกิจวันนี้จะขับเคลื่อนไปได้ การลงทุนใหม่ต้องเกิด แต่ปัญหาขณะนี้เรากำลังเจอตอจากปัญหามาบตาพุดทำให้ไทยไม่มีอุตสาหกรรมขนาด ใหญ่ที่จะสร้างความมั่นใจให้เข้ามาลงทุน ในขณะที่พื้นที่ก็ใช้เต็ม รัฐจึงต้องเร่งเปิดพื้นที่อุตสาหกรรมแห่งใหม่ คือ เซาเทิร์นซีบอร์ด โดยเร่งเกิดขึ้นได้ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี  โดยโครงการดังกล่าวเป็นประตูฝั่งตะวันตกเชื่อมโยงการขนส่งสินค้า และเป็นฐานอุตสาหกรรมเหล็ก ,ปิโตรเคมี  โรงกลั่นน้ำมันเกิดอุตสาหกรรมปลายน้ำ ฯลฯ

*รับกติกากฎเกณฑ์โลก

ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรัฐมนตรีพลังงาน และประธานที่ปรึกษามูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การเดินตามกระแสหลักแม้จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในอนาคต แต่ประเทศยังมีอุปสรรคจากภายในและต่างประเทศที่ต้องปรับตัวเองมากพอสมควร ทั้งจาก 1.การแข่งขันสูง 2.ต้นทุน 3.อุปสรรคจากกฎระเบียบ กฎเกณฑ์ ของประเทศในกลุ่มต่างๆ ซึ่งจะมีส่งผลต่อการดำรงชีวิต การพัฒนาฟื้นเศรษฐกิจที่จะตามมา จะปรับตัวอย่างไรให้อยู่กับชุมชนสิ่งแวดล้อมได้ รวมทั้งปัญหาที่ภาครัฐ ไม่ได้ออกกฎเกณฑ์ระเบียบ สร้างกฎกติกาให้ภาคธุรกิจชัดเจน อาทิในการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมและชุมชนในโครงการมาบตาพุด

“หากประเทศไม่ปรับตัว เมื่อเกิดวิกฤติอีกครั้ง เศรษฐกิจประเทศก็คงเติบโตแบบไปเรื่อย ๆ ปีละ  2-3% ขณะที่ประเทศอื่นล้ำหน้าไปก่อน  และเมื่อมีกฎเกณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาเราจะไม่ทันกาลกับการปรับตัว”

 

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: