วางแผนธุรกิจปีหน้า

เข้าช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2552 แล้ว เหลืออีกเพียงเดือนกว่าๆ ที่แต่ละกิจการจะมีเวลา เร่งทำยอดปิดงบประจำปี

ปีนี้ถือเป็นปีโหดสุดๆ ของธุรกิจแทบทุกประเภท สิ้นปีกิจการไหนมีผลประกอบการไม่เป็นตัวแดงต้องถือว่าเก่งและเฮงล่ะครับ

ส่วนใครปิดงบเป็นบวกมีกำรี้กำไรได้ก็ต้องถือว่าสุดยอดฝีมือจริงๆ

เดือนกว่าๆ ที่เหลืออาจเป็นช่วงที่ดีที่สุดของปีนี้ เข้าช่วงไฮซีซันของธุรกิจท่องเที่ยวแล้ว ประกอบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจดูดีมีแนวโน้มสดใสมากขึ้น หลายๆ กิจการจึงน่าจะมีโอกาสเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เต็มที่เพื่อชดเชยส่วนที่เสีย หายไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

แต่ก็อดเตือนไม่ได้ว่า…เถ้าแก่เอสเอ็มอีทั้งหลายอย่าได้มองโลกในแง่ดีเกิน ไปนักนะครับ ทำอะไรอยากให้ระมัดระวังไว้ด้วย จะผลิตสินค้าหรือจะซื้อข้าวของมาสต๊อกไว้เตรียมจำหน่ายตอนปลายปีนี้ก็ต้อง คิดคำนวณให้ดี

เกิดพลาดพลั้งขายไม่ออกตามที่คิดไว้ก็จะยิ่งเจ็บตัวมากขึ้นกว่าเดิมเข้าไปอีก

ไม่เพียงแต่ในช่วงปลายปีนี้เท่านั้น ปีหน้าปี 2553 ที่กำลังจะมาถึงก็เหมือนกัน ผมอยากแนะนำให้ผู้ประกอบการทุกท่านควรวางแผนธุรกิจแบบระมัดระวังมากหน่อย แม้ภาพรวมของประเทศจะดูดีมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปีนี้

แต่ก็ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลกระทบทำให้ภาวะเศรษฐกิจสะดุดได้เหมือนกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยเรื่อง…การเมือง…ที่ยังมีข่าวฮึ่มๆ ไม่เว้นแต่ละวัน ปีหน้ายังไม่รู้ว่าจะลงเอยยังไง??

ฉะนั้น ปี 2553 …พี่น้องชาวเอสเอ็มอีทั้งหลายควรยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นดีที่สุด

อย่าโลภอย่างเด็ดขาด!!

เรื่องแผนธุรกิจ…ผมแนะนำให้เถ้าแก่ทุกท่านหยิบกระดาษ A4 ขึ้นมาหนึ่งแผ่น

เอามาวางแนวนอนแล้วขีดเส้นแบ่งครึ่งเป็นสองส่วน…ซ้ายกับขวา

ฝั่งซ้ายคือแผนการตลาด

ฝั่งขวาคือแผนการผลิต

อย่า…เริ่มเขียนฝั่งขวาก่อนนะครับ เถ้าแก่ส่วนใหญ่มักถนัดผลิตสินค้าหรือคิดซื้อสินค้า/วัตถุดิบมาเก็บตุนในสต๊อกไว้ก่อน

ยิ่งมีข่าวน้ำมันจะแพง…ดอกเบี้ยจะแพง…ข้าวของจะขึ้นราคา ก็จะยิ่งคิดตุนสินค้าเอาไว้เผื่อขายปีหน้ามากๆ เพียงเพราะต้องการประหยัดต้นทุนเพื่อหวังมีกำไรมากขึ้น

ถ้าคิดและทำแบบนี้จะอันตรายครับ

เพราะเถ้าแก่ประเภทกะเสี่ยงเอาข้างหน้าเหมือนซื้อหวย ถ้าออกตรงที่ซื้อก็รวยเละ แต่ถ้าไม่ออกตามที่คิดก็เจ็บตัวกันไป เข้าข่ายไปทางการพนันมากกว่าการวางแผนธุรกิจ

แนวทางบริหารจัดการธุรกิจยุคใหม่ ขอแนะนำให้ทำฝั่งซ้ายเสร็จก่อนจึงค่อยมาทำฝั่งขวา

ท่านต้องวางแผนการตลาดปีหน้าให้ชัดเจนแจ่มแจ้งเสียก่อน…จากนั้นเมื่อได้ ตัวเลขประมาณการยอดขายที่ชัดเจนแล้ว จึงค่อยไปวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับแผนการตลาด…ชนิดที่ตีคู่กันไปแบบ ปาท่องโก๋เลย

ต้องผลิตเท่าไหร่ ต้องซื้อวัตถุดิบเท่าไหร่ ต้องสต๊อกสินค้าเท่าไหร่ ต้องจ้างแรงงานมาผลิตเท่าไหร่ ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรเพิ่มหรือจะตัดสินใจจ้างผลิตช่วง ก็ขอให้ยึดหลักตอบโจทย์แผนการตลาดเป็นสำคัญ

อย่า…ผลิตสินค้าก่อน แล้วค่อยคิดหาตลาดทีหลัง…ท่านจะปวดหัวไม่จบไม่สิ้น

เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านวางแผนการตลาดให้ดี คิด วิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ และพยากรณ์ยอดขายให้แม่นยำ

และผมไม่แนะนำให้เจ้าของกิจการนั่งวางแผนคนเดียว เพราะจะเกิดความลำเอียงเข้าข้างตัวเองหรือมองโลกให้แง่ดีมากเกินไป

ถือเป็นจุดอันตรายของการวางแผนธุรกิจนะครับ

ส่วนเรื่องเงินทุนที่จะต้องจัดหามาใช้เท่าไรนั้น เอาไว้วางแผนตอนหลังสุด หลังจากทุกแผนคำนวณเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงจะประมาณทางการเงินสนับสนุนอีก ครั้ง

เพราะแผนการเงินจะเป็นตัวคัดท้ายและควบคุมกำกับให้แผนธุรกิจทั้งหมดเป็นจริงได้ตามศักยภาพของกิจการ

หวังว่าเถ้าแก่เอสเอ็มอีทั้งหลายพอจะเข้าใจหลักการวางแผนธุรกิจเบื้องต้นนะครับ

ส่วนท่านใดอยากปรึกษาหารือเพิ่มเติมก็ติดต่อมาทางอีเมลได้

ผมยินดีให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย…ทุกท่านครับ

 

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com


ปีนี้ถือเป็นปีโหดสุดๆ ของธุรกิจแทบทุกประเภท สิ้นปีกิจการไหนมีผลประกอบการไม่เป็นตัวแดงต้องถือว่าเก่งและเฮงล่ะครับ ส่วนใครปิดงบเป็นบวกมีกำรี้กำไรได้ก็ต้องถือว่าสุดยอดฝีมือจริงๆ

เดือนกว่าๆ ที่เหลืออาจเป็นช่วงที่ดีที่สุดของปีนี้ เข้าช่วงไฮซีซันของธุรกิจท่องเที่ยวแล้ว ประกอบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจดูดีมีแนวโน้มสดใสมากขึ้น หลายๆ กิจการจึงน่าจะมีโอกาสเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เต็มที่เพื่อชดเชยส่วนที่เสีย หายไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

แต่ก็อดเตือนไม่ได้ว่า…เถ้าแก่เอสเอ็มอีทั้งหลายอย่าได้มองโลกในแง่ดีเกิน ไปนักนะครับ ทำอะไรอยากให้ระมัดระวังไว้ด้วย จะผลิตสินค้าหรือจะซื้อข้าวของมาสต๊อกไว้เตรียมจำหน่ายตอนปลายปีนี้ก็ต้อง คิดคำนวณให้ดี

เกิดพลาดพลั้งขายไม่ออกตามที่คิดไว้ก็จะยิ่งเจ็บตัวมากขึ้นกว่าเดิมเข้าไปอีก

ไม่เพียงแต่ในช่วงปลายปีนี้เท่านั้น ปีหน้าปี 2553 ที่กำลังจะมาถึงก็เหมือนกัน ผมอยากแนะนำให้ผู้ประกอบการทุกท่านควรวางแผนธุรกิจแบบระมัดระวังมากหน่อย แม้ภาพรวมของประเทศจะดูดีมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปีนี้

แต่ก็ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลกระทบทำให้ภาวะเศรษฐกิจสะดุดได้เหมือนกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยเรื่อง…การเมือง…ที่ยังมีข่าวฮึ่มๆ ไม่เว้นแต่ละวัน ปีหน้ายังไม่รู้ว่าจะลงเอยยังไง??

ฉะนั้น ปี 2553 …พี่น้องชาวเอสเอ็มอีทั้งหลายควรยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นดีที่สุด

อย่าโลภอย่างเด็ดขาด!!

เรื่องแผนธุรกิจ…ผมแนะนำให้เถ้าแก่ทุกท่านหยิบกระดาษ A4 ขึ้นมาหนึ่งแผ่น

เอามาวางแนวนอนแล้วขีดเส้นแบ่งครึ่งเป็นสองส่วน…ซ้ายกับขวา

ฝั่งซ้ายคือแผนการตลาด ฝั่งขวาคือแผนการผลิต

อย่า…เริ่มเขียนฝั่งขวาก่อนนะครับ เถ้าแก่ส่วนใหญ่มักถนัดผลิตสินค้าหรือคิดซื้อสินค้า/วัตถุดิบมาเก็บตุนในสต๊อกไว้ก่อน

ยิ่งมีข่าวน้ำมันจะแพง…ดอกเบี้ยจะแพง…ข้าวของจะขึ้นราคา ก็จะยิ่งคิดตุนสินค้าเอาไว้เผื่อขายปีหน้ามากๆ เพียงเพราะต้องการประหยัดต้นทุนเพื่อหวังมีกำไรมากขึ้น

ถ้าคิดและทำแบบนี้จะอันตรายครับ

เพราะเถ้าแก่ประเภทกะเสี่ยงเอาข้างหน้าเหมือนซื้อหวย ถ้าออกตรงที่ซื้อก็รวยเละ แต่ถ้าไม่ออกตามที่คิดก็เจ็บตัวกันไป เข้าข่ายไปทางการพนันมากกว่าการวางแผนธุรกิจ

แนวทางบริหารจัดการธุรกิจยุคใหม่ ขอแนะนำให้ทำฝั่งซ้ายเสร็จก่อนจึงค่อยมาทำฝั่งขวา

ท่านต้องวางแผนการตลาดปีหน้าให้ชัดเจนแจ่มแจ้งเสียก่อน…จากนั้นเมื่อได้ ตัวเลขประมาณการยอดขายที่ชัดเจนแล้ว จึงค่อยไปวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับแผนการตลาด…ชนิดที่ตีคู่กันไปแบบ ปาท่องโก๋เลย

ต้องผลิตเท่าไหร่ ต้องซื้อวัตถุดิบเท่าไหร่ ต้องสต๊อกสินค้าเท่าไหร่ ต้องจ้างแรงงานมาผลิตเท่าไหร่ ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรเพิ่มหรือจะตัดสินใจจ้างผลิตช่วง ก็ขอให้ยึดหลักตอบโจทย์แผนการตลาดเป็นสำคัญ

อย่า…ผลิตสินค้าก่อน แล้วค่อยคิดหาตลาดทีหลัง…ท่านจะปวดหัวไม่จบไม่สิ้น

เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านวางแผนการตลาดให้ดี คิด วิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ และพยากรณ์ยอดขายให้แม่นยำ

และผมไม่แนะนำให้เจ้าของกิจการนั่งวางแผนคนเดียว เพราะจะเกิดความลำเอียงเข้าข้างตัวเองหรือมองโลกให้แง่ดีมากเกินไป

ถือเป็นจุดอันตรายของการวางแผนธุรกิจนะครับ

ส่วนเรื่องเงินทุนที่จะต้องจัดหามาใช้เท่าไรนั้น เอาไว้วางแผนตอนหลังสุด หลังจากทุกแผนคำนวณเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงจะประมาณทางการเงินสนับสนุนอีก ครั้ง

เพราะแผนการเงินจะเป็นตัวคัดท้ายและควบคุมกำกับให้แผนธุรกิจทั้งหมดเป็นจริงได้ตามศักยภาพของกิจการ

หวังว่าเถ้าแก่เอสเอ็มอีทั้งหลายพอจะเข้าใจหลักการวางแผนธุรกิจเบื้องต้นนะครับ

ส่วนท่านใดอยากปรึกษาหารือเพิ่มเติมก็ติดต่อมาทางอีเมลได้

ผมยินดีให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย…ทุกท่านปีนี้ถือเป็นปีโหดสุดๆ ของธุรกิจแทบทุกประเภท สิ้นปีกิจการไหนมีผลประกอบการไม่เป็นตัวแดงต้องถือว่าเก่งและเฮงล่ะครับ

ส่วนใครปิดงบเป็นบวกมีกำรี้กำไรได้ก็ต้องถือว่าสุดยอดฝีมือจริงๆ

เดือนกว่าๆ ที่เหลืออาจเป็นช่วงที่ดีที่สุดของปีนี้ เข้าช่วงไฮซีซันของธุรกิจท่องเที่ยวแล้ว ประกอบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจดูดีมีแนวโน้มสดใสมากขึ้น หลายๆ กิจการจึงน่าจะมีโอกาสเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เต็มที่เพื่อชดเชยส่วนที่เสีย หายไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

แต่ก็อดเตือนไม่ได้ว่า…เถ้าแก่เอสเอ็มอีทั้งหลายอย่าได้มองโลกในแง่ดีเกิน ไปนักนะครับ ทำอะไรอยากให้ระมัดระวังไว้ด้วย จะผลิตสินค้าหรือจะซื้อข้าวของมาสต๊อกไว้เตรียมจำหน่ายตอนปลายปีนี้ก็ต้อง คิดคำนวณให้ดี

เกิดพลาดพลั้งขายไม่ออกตามที่คิดไว้ก็จะยิ่งเจ็บตัวมากขึ้นกว่าเดิมเข้าไปอีก

ไม่เพียงแต่ในช่วงปลายปีนี้เท่านั้น ปีหน้าปี 2553 ที่กำลังจะมาถึงก็เหมือนกัน ผมอยากแนะนำให้ผู้ประกอบการทุกท่านควรวางแผนธุรกิจแบบระมัดระวังมากหน่อย แม้ภาพรวมของประเทศจะดูดีมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปีนี้

แต่ก็ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลกระทบทำให้ภาวะเศรษฐกิจสะดุดได้เหมือนกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยเรื่อง…การเมือง…ที่ยังมีข่าวฮึ่มๆ ไม่เว้นแต่ละวัน ปีหน้ายังไม่รู้ว่าจะลงเอยยังไง??

ฉะนั้น ปี 2553 …พี่น้องชาวเอสเอ็มอีทั้งหลายควรยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นดีที่สุด

อย่าโลภอย่างเด็ดขาด!!

เรื่องแผนธุรกิจ…ผมแนะนำให้เถ้าแก่ทุกท่านหยิบกระดาษ A4 ขึ้นมาหนึ่งแผ่น

เอามาวางแนวนอนแล้วขีดเส้นแบ่งครึ่งเป็นสองส่วน…ซ้ายกับขวา

ฝั่งซ้ายคือแผนการตลาด ฝั่งขวาคือแผนการผลิต

อย่า…เริ่มเขียนฝั่งขวาก่อนนะครับ เถ้าแก่ส่วนใหญ่มักถนัดผลิตสินค้าหรือคิดซื้อสินค้า/วัตถุดิบมาเก็บตุนในสต๊อกไว้ก่อน

ยิ่งมีข่าวน้ำมันจะแพง…ดอกเบี้ยจะแพง…ข้าวของจะขึ้นราคา ก็จะยิ่งคิดตุนสินค้าเอาไว้เผื่อขายปีหน้ามากๆ เพียงเพราะต้องการประหยัดต้นทุนเพื่อหวังมีกำไรมากขึ้น

ถ้าคิดและทำแบบนี้จะอันตรายครับ

เพราะเถ้าแก่ประเภทกะเสี่ยงเอาข้างหน้าเหมือนซื้อหวย ถ้าออกตรงที่ซื้อก็รวยเละ แต่ถ้าไม่ออกตามที่คิดก็เจ็บตัวกันไป เข้าข่ายไปทางการพนันมากกว่าการวางแผนธุรกิจ

แนวทางบริหารจัดการธุรกิจยุคใหม่ ขอแนะนำให้ทำฝั่งซ้ายเสร็จก่อนจึงค่อยมาทำฝั่งขวา

ท่านต้องวางแผนการตลาดปีหน้าให้ชัดเจนแจ่มแจ้งเสียก่อน…จากนั้นเมื่อได้ ตัวเลขประมาณการยอดขายที่ชัดเจนแล้ว จึงค่อยไปวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับแผนการตลาด…ชนิดที่ตีคู่กันไปแบบ ปาท่องโก๋เลย

ต้องผลิตเท่าไหร่ ต้องซื้อวัตถุดิบเท่าไหร่ ต้องสต๊อกสินค้าเท่าไหร่ ต้องจ้างแรงงานมาผลิตเท่าไหร่ ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรเพิ่มหรือจะตัดสินใจจ้างผลิตช่วง ก็ขอให้ยึดหลักตอบโจทย์แผนการตลาดเป็นสำคัญ

อย่า…ผลิตสินค้าก่อน แล้วค่อยคิดหาตลาดทีหลัง…ท่านจะปวดหัวไม่จบไม่สิ้น

เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านวางแผนการตลาดให้ดี คิด วิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ และพยากรณ์ยอดขายให้แม่นยำ

และผมไม่แนะนำให้เจ้าของกิจการนั่งวางแผนคนเดียว เพราะจะเกิดความลำเอียงเข้าข้างตัวเองหรือมองโลกให้แง่ดีมากเกินไป

ถือเป็นจุดอันตรายของการวางแผนธุรกิจนะครับ

ส่วนเรื่องเงินทุนที่จะต้องจัดหามาใช้เท่าไรนั้น เอาไว้วางแผนตอนหลังสุด หลังจากทุกแผนคำนวณเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงจะประมาณทางการเงินสนับสนุนอีก ครั้ง

เพราะแผนการเงินจะเป็นตัวคัดท้ายและควบคุมกำกับให้แผนธุรกิจทั้งหมดเป็นจริงได้ตามศักยภาพของกิจการ

หวังว่าเถ้าแก่เอสเอ็มอีทั้งหลายพอจะเข้าใจหลักการวางแผนธุรกิจเบื้องต้นนะครับ

ส่วนท่านใดอยากปรึกษาหารือเพิ่มเติมก็ติดต่อมาทางอีเมลได้

ผมยินดีให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย…ทุกท่านครับ

ครับ

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: