“Creative Economy” กับ SMEs “Size S”

นับตั้งแต่ที่รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศนำเรื่องของ creative economy หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เข้ามาเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศ

และมีการทุ่มงบประมาณมากมายเพื่อสร้างให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เวทีการค้านานาชาติด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ผู้ ประกอบกิจการขนาดเล็กหรือขนาดครอบครัวอาจจะมองว่า กิจการของตนเองนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร หรือถ้าสนใจแล้วตนเองจะเริ่มต้นเข้าสู่รูปแบบธุรกิจแบบสร้างสรรค์ได้จากจุด ไหน

อาจารย์บุริมกล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ (creative) นั้นถือเป็นความแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในผู้ประกอบการที่ประสบ ผลสำเร็จกับผู้ประกอบการธรรมดาทั่ว ๆ ไป ทั้งนี้ความคิดสร้างสรรค์นั้นไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับคนทุก ๆ คน เพราะความคิดสร้างสรรค์เกิดจากวิธีคิด การฝึกฝนให้ตัวเองคิด การสังเกตและเข้าใจถึงสิ่งที่ลูกค้าและตัวเราต้องการ รวมถึงการมองอะไรให้แตกต่างจากกรอบเดิม ๆ ที่มีอยู่

“ถ้า เราสังเกตดูร้านขายบะหมี่หรือที่หลายคนเรียกว่า หมี่เกี๊ยว ที่เป็นทั้งรถเข็นและที่ขายอยู่ในร้าน ท่านผู้อ่านคิดว่าร้านขายบะหมี่ทั้งประเทศของเรามีอะไรแตกต่างกันบ้างครับ ถ้ามองภาพรวม ๆ แล้วร้านขายบะหมี่ที่ขายอยู่ในบ้านเรานั้นเรียกว่าแทบจะเลียนแบบกันมาเลย ที่จะแตกต่างบ้างก็คือชนิดเนื้อที่ใช้เคียงอยู่ในบะหมี่ แต่ก็แค่หมูแดง ปู หรือเนื้อสัตว์อื่น ๆ อีก 2-3 ประเภท และที่แตกต่างอีกอย่างก็คือ ชื่อร้านค้าที่จะเป็นของแฟรนไชส์เจ้าเก่าหรือเจ้าใหม่เท่านั้น ที่เหลือก็เรียกว่าจะแทบเป็นแฝดหรือเลียนแบบกันไปทั่วประเทศ”

อัน ที่จริงแล้วการเลียนแบบก็เป็นบันไดขึ้นหนึ่งสู่การปรับปรุงสินค้า แต่มักพบว่าผู้ประกอบการหลายเจ้านั้นหยุดตัวเองแค่การเลียนแบบ แต่ไม่เคยที่จะพัฒนาสินค้าที่เรามีอยู่ให้ดีขึ้น แต่จะคอยมองว่าคนอื่นเขาพัฒนาสินค้าไปทางไหนเราก็จะขอแห่ตามเขาไปด้วย วิธีนี้เป็นอันตรายต่อความคิดสร้างสรรค์

อีก กรณีศึกษาที่ผู้ประกอบการไทยควรจับตามองอย่างใกล้ชิด คือ ประเทศจีน โรงงานในจีนผลิตสินค้าที่เลียนแบบได้แทบทุกอย่าง ยกตัวอย่างไข่ไก่ปลอมที่เป็นข่าวโด่งดังในสื่อของไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้คือสิ่งที่ยืนยันว่ากันว่าของเลียนแบบที่ผลิตในจีนบางอย่างคล้าย บางอย่างเหมือนกับต้นฉบับชนิดแยกไม่ออก แต่เรื่องคุณภาพสินค้าเลียนแบบก็ยังห่างชั้นกับสินค้าของจริงอยู่มาก

สิ่ง ที่อยากให้จับตามองให้ดี คือ ใน 30 ปีข้างหน้าจีนจะมีเทคโนโลยีเป็นของตนเอง เชื่อว่าท่านผู้ประกอบการหลาย ๆ ท่านอาจจะคิดเหมือนกันว่า ถึงแม้จีนจะเป็นนักเลียนแบบที่เก่งกาจในวันนี้ แต่อีกชั่วอึดใจของชีวิตคนเรา จีนจะกลายเป็นนักคิด นักปรับปรุง นักประดิษฐ์ และกลายเป็นเจ้าของความคิดที่น่ากลัวชาติหนึ่งในระดับโลก

สำหรับ ผู้ประกอบการขนาดเล็กในไทย วันนี้อาจจะต้องเริ่มเรียนรู้และพัฒนาสินค้าของตนเองให้ดีขึ้นได้ เช่น พ่อค้าแม่ค้าที่ขายก๋วยเตี๋ยวหมี่เกี๊ยวอาจจะเริ่มพบว่าสูตรหมี่เกี๊ยวนั้น จะสามารถพลิกแพลงได้หลายกระบวนคิด ไม่ว่าจะเริ่มต้นที่น้ำซุป ไก่ หมู ไก่+หมู หรือแม้กระทั่งน้ำซุปเจ ส่วนเส้นบะหมี่นั้นก็อาจลองเรียนรู้ที่จะทำเองดูบ้าง ตอนเริ่มต้นนั้นมันยากแน่ ๆ แต่พอท่านทำไปสักระยะหนึ่งท่านจะรู้ว่าท่านสามารถทำบะหมี่เองได้ ทำให้เล็กหรือใหญ่ได้ตามความพอใจ และส่วนผสมก็เป็นส่วนผสมที่ท่านคิดเอง

ลอง คิดง่าย ๆ หากบะหมี่สูตรใหม่ที่ท่านคิดออกมาเกิดประสบความสำเร็จได้รับความนิยมไปทั่ว ลูกหลานท่านต่อไปก็จะ พูดอย่างเต็มปากว่า งานชิ้นนี้เป็นของพ่อผม ปู่ผม หรือแม้กระทั่งทวดของผมเป็นคนคิดค้นขึ้นมา และมีเราเจ้าเดียวครับที่มีสูตรเหล่านี้ ประวัติศาสตร์ของใครคนใดคนหนึ่งหรือร้านใดร้านหนึ่งมีคุณค่า เพราะคุณค่านอกจากจะขายได้เป็นตัวเงินแล้ว ยังเป็นมรดกทางความคิดที่ส่งผ่านต่อลูกหลานของท่านรุ่นต่อรุ่นอีกด้วย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: , , ,

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to ““Creative Economy” กับ SMEs “Size S””

  1. pligg.com Says:

    “Creative Economy” กับ SMEs “Size S”…

    นับตั้งแต่ที่รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศนำเรื่องของ creative economy หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เข้ามาเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศ…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: