ถอดรหัสเวที OECD Responsible Business Conduct สัญญาณเตือนถึงธุรกิจไทย

ไม่ เฉพาะในปี 2553 ที่จะมาถึง ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกกำลังจะเผชิญหน้ากับมาตรฐานที่ว่าด้วย ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ ISO 26000 ซึ่งกำลังจะประกาศใช้

 สัญญาณเตือนถึงธุรกิจไทย

ในปีหน้าเช่นเดียวกัน ที่ องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเป็นความร่วมมือของประเทศที่พัฒนาแล้ว 30 ประเทศ กำลังจะเตรียมปรับแนวปฏิบัติด้านความรับผิดชอบของธุรกิจครั้งใหญ่ หลังจากที่เคยออกเป็นแนว ปฏิบัติด้านความรับผิดชอบสำหรับบรรษัทข้ามชาติ (MNE) มาแล้วตั้งแต่ปี 2543 และมีการปรับแก้เพิ่มเติมในปี 2544การเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง จากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลก จึงเป็นช่องทางหนึ่ง ซึ่งทำให้ในปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ OECD ร่วมกับ ESCAP และภาคี อย่างองค์กรแรงงานสากล (ILO) UN Global Compact และ Global Reporting Innitiative (GRI) ในการจัดประชุมระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเป็นครั้งแรกในภูมิภาคและในไทย ภายใต้หัวข้อ “Why Responsible Business Conduct Matters” ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ระหว่าง วันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา

มีข้อสังเกตหลายประการที่เกิดขึ้นในเวทีการประชุมครั้งนี้ ที่เป็นมากกว่าการตอบคำถามว่า “ทำไม” ธุรกิจในวันนี้ต้องมีความรับผิดชอบ หากแต่ประเด็นที่มีการพูดคุยและสารพัดคำถามในวงสัมมนานั้น ยังสะท้อนถึงแนวโน้มและความเปลี่ยนแปลงหลายประการที่กำลังจะเกิดขึ้นนับจาก นี้

ก้าวสู่ยุคมาตรฐาน

ประเด็นแรกและเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ การแสดงให้เห็นถึงการเติบโตขึ้นของมาตรฐานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก เฉพาะที่มีการนำเสนอบนเวทีนี้มีตั้งแต่แนวปฏิบัติของ OECD แนวปฏิบัติของ ILO มาตรฐานรายงานตามมาตรฐาน GRI ฯลฯ

กระทั่งองค์กรเจ้าของมาตรฐานอย่าง ILO เองยังบอกให้เห็นชัดเจนว่า “ทุกวันนี้มีมาตรฐานมากมายเกิดขึ้นในโลก และเป็นเรื่องยากสำหรับธุรกิจที่ไม่รู้ว่าจะเลือกใช้มาตรฐานไหน ดังนั้นในขณะนี้ทาง ILO จึงมีการตั้งหน่วยงานที่ปรึกษา ที่ให้คำปรึกษาสำหรับบรรษัทข้ามชาติ ในการเลือกใช้ มาตรฐาน”

ในเวทีนี้รับรู้ถึงปัญหาในเรื่องของมาตรฐานที่หลากหลายในปัจจุบัน และยังมีการนำเสนอทางออกว่าในอนาคตควรจะมีการจัดทำมาตรฐานกลางในโลก โดยสร้างโมเดลใหม่ ซึ่งเป็นการรวมเอามาตรฐานต่าง ๆ ที่กล่าวมา รวมทั้งมาตรฐานใหม่อย่าง ISO 26000 เพื่อแก้ไขปัญหานี้

ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่จริงในทางปฏิบัติจะอย่างไรเสีย ประเด็นที่จะได้รับการพูดถึงในมาตรฐานต่าง ๆ เมื่อกล่าวถึงความรับผิดชอบของธุรกิจ คงหนีไม่พ้นในประเด็นการเปิดเผยข้อมูล การจ้างงาน สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม ผู้บริโภค การแข่งขันที่เป็นธรรม การต่อต้านคอร์รัปชั่น เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากมองดูถึงทิศทางใหม่ของประเด็นที่กำลังจะได้รับการจับตาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในแนวปฏิบัติด้านความรับผิดชอบสำหรับบรรษัทข้ามชาติอย่าง OECD Guidelines จะพบว่า “ใน 5 ประเด็นใหม่ที่ OECD ให้ความสำคัญในการปรับแนวปฏิบัติที่จะประกาศใช้ใน ปีหน้า จะมุ่งเน้นไปที่สิทธิมนุษยชนความ รับผิดชอบในห่วงโซ่คุณค่า (supply chain) สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การมีความรับผิดชอบของภาค การเงิน โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างให้เกิดประสิทธิผลเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน งานด้านความรับผิดชอบภายในองค์กร”

แนวโน้มสู่ low carbon society

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นประเด็นหนึ่งที่องค์กรธุรกิจในภูมิภาคเอเชียกำลังให้ความสำคัญอย่าง มาก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าหมายของ “บางจาก” ในการจะก้าวสู่การเป็น zero global warming impact ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยมีแผนชัดเจนที่จะลงทุนมากขึ้นในพลังงานทางเลือกอย่างไบโอดีเซลและพลังงาน แสงอาทิตย์ ขณะที่บริษัทให้เช่าเครื่องผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์อย่าง “ซันลาบอบ” (Sunlabob) ในประเทศลาว ไม่เพียงที่จะทำการวิจัยและพัฒนาพลังงานทางเลือกใหม่ ๆ เช่น พลังงานจากน้ำ ไบโอแก๊ส น้ำเสีย ฯลฯ ยังเข้าไปทำงานเพื่อสร้างต้นแบบชุมชนพลังงานทางเลือก ที่ใช้ชื่อว่า “โซล่า ลานเทิร์น” ที่มุ่งที่จะใช้กิจกรรมต่าง ๆ ในการเข้าไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนผู้ใช้พลังงานด้วย

เช่นเดียวกับยักษ์ค้าปลีกในญี่ปุ่นอย่าง “อิออน” ที่ขณะนี้พยายามสร้างทางเลือกใหม่ ๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการวางจำหน่ายสินค้าที่มีการติดฉลาก คาร์บอนรวมไปถึงการทำคาร์บอนฟุตปรินต์ ที่เป็นการลดคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดห่วงโซ่ของธุรกิจ เป็นต้น โดยองค์กรธุรกิจที่ร่วมอภิปรายส่วนใหญ่เชื่อว่าการที่จะสร้างให้ประเด็น เรื่อง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เป็น ผลได้ในองค์กร เรื่องนี้ต้องถูกผลักดันให้ อยู่ในวาระของคณะกรรมการบริษัท รวมถึงบรรจุให้เป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจขององค์กร

และจากการเปิดเผยของ “เดวิด เซนต์ มัวร์ ชิลล์” ผู้อำนวยการฝ่าย ปฏิบัติการของ Association for Sustainable & Responsible Investment in Asia (ASrIA) ที่มีโครงการการเปิดเผยข้อมูลก๊าซคาร์บอน ระบุว่า ในช่วง 3-4 ปีมานี้มีบริษัทในภูมิภาคให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นกว่า 40% ในการเปิดเผยข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ

โดยในภูมิภาคเอเชีย บริษัทที่เข้าร่วมโครงการมากที่สุดคือ บริษัทในประเทศเกาหลีใต้ และอุตสาหกรรมที่เปิดเผยเรื่องเหล่านี้มากที่สุด 3 กลุ่มแรกคือ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ 70% การเงิน 20% และพลังงาน โดยตั้งข้อสังเกตว่า การที่กลุ่มไอทีมีการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนสูงเป็นเพราะนักลงทุนที่สนใจลงทุน ในอุตสาหกรรมนี้มีความสนใจ โดยให้เหตุผลในการเปิดเผยข้อมูลว่า เป็นเพราะทิศทางการควบคุมจากภาครัฐ ที่เริ่มจะเดินตามแนวทางของมาตรฐานโลก และเชื่อว่าจะเป็นช่องทางการพัฒนาการระดมทุน และจำนวนไม่น้อยอ้างถึงแรงกดดันจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมไปถึงการวางแผนที่จะก้าวสู่การขาย “คาร์บอนเครดิต” ในอนาคต

อาเซียนเตรียมออก CSR Guidelines

นอกจากความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในระดับองค์กร บนเวทีนี้ยังเห็นถึงความก้าวหน้าของ “อาเซียน” ที่ “มนัสวี ศรีโสดาพล” รองอธิบดีกรมอาเซียน กล่าวไว้ตอนหนึ่งบนเวทีสัมมนาว่า ขณะนี้อาเซียนมีแผนที่จะสร้าง “อาเซียน คอมมิวนิตี้” (ASEAN Community) ภายในปี 2558 โดยมีร่างแนวทางในการดำเนินงานใน 3 ด้านหลักคือ political security ความมั่นคงทางการเมือง economic การก้าวสู่การเป็นตลาดเดียวในทางเศรษฐกิจ และ social-cultural ที่หมายถึงการก้าวไปสู่การเป็นชุมชนที่มีความห่วงใยและแบ่งปัน (caring & sharing) โดย CSR จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมเรื่องนี้ ซึ่งจะทำผ่านการกำหนดแนวปฏิบัติด้าน CSR ในอาเซียน (CSR ASEAN Guidelines)

ทั้งหมดคือแนวโน้มและเสียงเตือนที่ลำพังธุรกิจไทยต้องมิใช่เพียงตั้งรับ หากแต่ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน !

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเตืมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: