เปิดมุมมองผู้จัดการกองทุน กับคำแนะนำ…เตรียมพร้อมรับเงินเฟ้อ

52110510261496อีกไม่กี่อึดใจก็ใกล้จะเข้าปี 2553 กันเเล้ว ช่วงก่อนสิ้นปีเเบบนี้นักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF เเละกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ต่างพากันซื้อหาหน่วยลงทุนก่อนสิ้นปีเพื่อไปลดหย่อนภาษี

552000014290001

ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ คึกคักกันเป็นพิเศษ (อย่านับรวมข่าวลือที่ผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวหวังทำลายประเทศไทย) วันนี้ เราจึงขอรวบรวมเเนวโน้มเศรษฐกิจโลก เเละเศรษฐกิจไทย จากมุมมองผู้จัดการกองทุนจากทั่วสารทิศมาให้ได้ติดตามกัน เริ่มต้นที่……

ต่อ อินทวิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายธุรกิจกองทุนรวมและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าในช่วงไตรมาส 3 จะเห็นได้ว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งและผลตอบแทน จากการลงทุนในหลายๆ สินทรัพย์ก็อยู่ในระดับที่เป็นบวก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มั่นคง และการที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐยังไม่ส่งผลอย่างชัดเจน ยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีความเชื่อมั่นการลงทุนของไทย

552000014290002

“แม้ เราจะยังไม่ค่อยมั่นใจในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ที่คาดหวังว่าจะหลุดพ้นจากภาวะถดถอยเชิงเทคนิคภายในปลายปี 2552 เรายังคาดว่าหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก หรือ สินค้าโภคภัณฑ์จะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นกว่าหุ้นในกลุ่มอื่นอันเนื่องจากการ ที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 4 และครึ่งแรกของปี 2553”

ช่วง ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ นักลงทุนไทยค่อนข้างมีความคาดหวังในเชิงบวกสำหรับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะเห็นได้ว่านักลงทุนไทยมีสัดส่วนของการลงทุนในกองทุนและหุ้นเพิ่มขึ้น เป็น 37% ในไตรมาส 3 ซึ่งนักลงทุนชาวไทยยังคงมีทัศนคติที่ดีต่อตลาดหลักทรัพย์ไทย และคาดว่าตลาดจะมีการเติบโตเฉลี่ย 7.2% ในไตรมาส 4 โดยนักลงทุนหลายรายยังคงมุ่งลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีการเติบโตสูง อาทิ กลุ่มธุรกิจการเงิน , พลังงาน, และเทคโนโลยี อีกทั้งยังมีความเชื่อมั่นในกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยคาดว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์จะดีดตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.8% ในไตรมาส 4 ของปีนี้

นอก จากนี้แล้ว นักลงทุนไทยมองว่าอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ทรงตัว และเลือกการลงทุนแบบอนุรักษ์นิยมนักลงทุนชาวไทยมิได้มองว่าอัตราเงินเฟ้อและ ดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้นและเป็นความเสี่ยงต่อการลงทุนในระยะปานกลาง ซึ่งแตกต่างจากทัศนคติของนักลงทุนในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ นักลงทุนไทยมากกว่าครึ่ง คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะไม่เพิ่มขึ้นในปี 2553 ขณะคาดว่าอัตราดอกเบี้ยก็จะไม่เพิ่มขึ้นในปีหน้าที่ 58%

ส่วน การลงทุนในเงินฝากและทองคำยังได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มนักลงทุนไทยใน ไตรมาส 3 โดยมีการจัดสรรการลงทุนในรูปของเงินฝากคิดเป็นสัดส่วน 48% และทองคำ 12% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เท่ากับไตรมาส 2 ทั้งนี้ สำหรับไตรมาส 4 นักลงทุนไทย ยังจะจัดสรรเงินลงทุนในเงินฝากในสัดส่วนที่สูงขึ้นถึง 63% ในขณะที่สัดส่วนการลงทุนในทองคำที่ 13% ของสัดส่วนการลงทุนทั้งหมด

เปิดมุมมองผู้จัดการกองทุน

“นัก ลงทุนยังคงเน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำทั้งในทองคำและเงินฝาก ซึ่งในระยะใกล้ แม้เราจะยังไม่เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อและทิศทางของการปรับอัตราดอกเบี้ยจะเป็น เรื่องน่ากังวล ทว่าอัตราเงินเฟ้อ อาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สูงที่สุดในระยะปานกลางสำหรับการลงทุน ทั่วโลกในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า เนื่องจากการอุปโภคบริโภคในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นและราคาสินค้า โภคภัณฑ์ก็เริ่มที่จะพุ่งสูงขึ้น ดังนั้น นักลงทุนจึงควรมีการคาดการณ์ทิศทางการลงทุนทั้งในระยะปานกลางและระยะยาว โดยลดการถือครองเงินฝากและทองคำ แล้วหันมาเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นการลงทุนที่แท้จริง เช่น หุ้น หรือ อสังหาริมทรัพย์เพื่อรับมือกับสภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว”

มุมมองผู้จัดการกองทุนต่างชาติ
มิสเตอร์ Quah Chum Yong ,Head Private Banking&South East Aais Development จาก FIDELITY INTERNATIONA มองว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้นจากตัวเลขเศรษฐกินที่เเสดงถึงการชะลอ ตัวที่ลดลง โดยตลาดสินเชื่อฟื้นตัวเเละเเผนเศรษฐกิจทั่วโลกส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างต่อ เนื่อง ซี่งอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโลกทรงตัวได้ดีขึ้นในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา เเต่ทั้งนี้ ยังคงมีความเเตกต่างในเเต่ละประเทศ ซึ่งการเติบโตของเศรษฐกิจใน จีน อินเดีย เเละเอเชีย นั้นขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2553 ปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือทรงตัวได้ในเกือบทุกทวีปช่วงระหว่างเดือนเมษายนถึงกร กฏาคม

ขณะเดียวกัน เราเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกถึงครึ่งปี 2553 ซึ่งอัตราดอกเบี้ยน่าจะมีการทยอยปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเเผนกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งด้านการเงินเเละการคลังเริ่มชะลอตัวลงหลังจาก อัตราการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเริ่มลดลง อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางของประเทศที่พัฒนาเเล้วยังคงเลือกนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเเละคง อัตราดอกเบี้ยใว้ในระดับใกล้ศูนย์ เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะยังคงชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นผู้บริโภคเเละภาคธุรกิจทั่วโลกเริ่มปรับ ตัวดีขึ้น โดยการฟื้นตัวดังกล่าวนำโดยเอเชีย ได้เเก่ จีน อินเดีย เเละญี่ปุ่น ซึ่งสหรัฐฯเเละอังกฤษ ก็กลับมาเติบโตอีกครั้ง ส่วนการหดตัวของภาคการผลิตในสหภาพยุโรปเริ่มชะลอตัวลง

อย่าง ไรก็ตาม ในช่วงนี้หลายคนได้คลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินฝือ เเต่หันมาให้ความสนใจเรื่องเงินเฟ้อมากขึ้น ทั้งนี้ ผลกระทบจากเรื่องราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มปริมาณสินค้าคงคลังภาคอุตสหกรรม เเผนการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศจีน เเละสภาพคล่องของดอลลาร์สหรัฐฯ จะเป็นตัวเพิ่มน้ำหนักเเละเเรงกดดันให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: