Creative ติดดิน เศรษฐกิจสร้างสรรค์แบบบ้านๆ

521021101400552 Creative Economy ที่ใครกำลังดัง แต่คนตัวเล็กๆ บางคนไม่สนใจ เพราะด้วยสมอง และสองมือก็สร้างสรรค์เศรษฐกิจแบบบ้านๆ ของตัวเองขึ้นมาได้

นับตั้งแต่มรสุมเศรษฐกิจ ต้มยำกุ้งโหมกระหน่ำเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา จนสร้างความหายนะให้กับนักธุรกิจน้อยใหญ่ และกลายเป็นฝันร้ายที่ยังหลอกหลอนมาถึงทุกวันนี้  แม้เหตุการณ์เหล่านั้นจะค่อยๆ คลี่คลายฟื้นคืนเกือบจะเป็นปกติ ..

แต่แล้วจู่ๆ วิกฤติซับไพร์มจากอเมริกาก็ส่งผลกระทบลุกลามไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งทำให้ภาวะเศรษฐกิจต้องสะดุดตออีกครั้งหนึ่ง โดยผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่สาดซัดไปถึงธุรกิจใหญ่เล็ก หากธุรกิจติดดินของชนชั้นล่างก็ได้ผลพวงด้วยเหมือนกัน

การแสวงหาความอยู่รอดในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นระดับไหนก็แล้วแต่ ต่างก็พยายามมองหาหนทางอยู่รอดทุกวิถีทาง เพื่อตัวเลขผลกำไรให้ขยับสูงขึ้น หรืออย่างน้อยๆ ก็พอให้หล่อเลี้ยงองค์กรได้ไม่บาดเจ็บ โดยเฉพาะบริษัทใหญ่โตที่ทำธุรกิจระดับข้ามชาติ ต้องพึ่งพาสารพัดคัมภีร์เพื่อให้หลุดพ้นหรือก้าวข้ามมรสุมเศรษฐกิจที่ถาโถม อย่างรุนแรงให้ได้

เช่นเดียวกับธุรกิจติดดินระดับรากหญ้า แม้จะเป็นเพียงการทำมาค้าขายเล็กๆ ชนิดหาเช้ากินค่ำ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องคิดค้นกลยุทธ์การค้าอย่างหลากหลายและแหวกกรอบ  มองอย่างผิวเผินอาจจะเป็นการค้าขายธรรมดาๆ เพราะไม่ใช่องค์กรธุรกิจมหาชนที่เข้าตลาดหลักทรัพย์  หรือมีผลต่อตัวเลขใหญ่โตอย่างจีดีพี

แต่เมื่อมองอย่างครุ่นคิดแล้ว….การคิดค้นวิธีการขายระดับเล็กๆ ของคนเดินดินกินข้าวแกง ก็มีครีเอทีฟหรือคิดค้นวิธีการค้าขายที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันภาพที่ปรากฏยังสะท้อนให้เห็นการเศรษฐกิจระดับล่างได้อีกด้วย

news_img_82290_11.ทิ้งปืนมาปิ้งไข่มิใช่ฟ้าดินลิขิตเส้นทางชีวิต แต่เขานั่นต่างหากที่ลิขิตชีวิตให้ตัวเอง กับชายที่ชื่อ สมหมาย คุณาชนม์ และใครจะคิดบ้างว่า อดีตตำรวจตระเวนชายแดนวัย 65 ปีคนนี้ ชีวิตจะผันแปรมาเป็นพ่อค้าขายไข่ปิ้ง  โดยยศสุดท้ายก่อนลาออกจากราชการตำรวจ คือ ร้อยตรี

“ผมเป็นคนอำเภอกุมภวาปี อุดรธานี แต่เป็นตำรวจตระเวนชายแดนที่อุบลราชธานี ช่วงที่เป็นตำรวจก็ใช้เวลาว่างทำงานอื่นด้วย เพราะตำรวจ ต.ช.ด. จะมีวันหยุดพักต่างจากตำรวจปกติ ผมจึงใช้เวลาเหล่านั้นทำงานพิเศษ เมื่อก่อนนั้นผมรับจ้างก่อสร้าง เป็นระดับหัวหน้างาน ช่วง 10 กว่าปีก่อนนั้นเงินดีมาก เพราะเศรษฐกิจกำลังบูม จนกระทั่งยุคฟองสบู่แตกนั่นแหละ….แย่เลย”

ผลพวงจากมายาภาพทางเศรษฐกิจคราวนั้น ทำให้ ร.ต.สมหมาย ซึ่งมีลูก 3 คนกำลังเล่าเรียน และต้องใช้เงินทองไม่น้อยในการส่งเสีย ต้องมองหาอาชีพเสริม

“วันหนึ่งขณะลาดตระเวนอยู่แถวริมฝั่งโขง พอดีเห็นชาวบ้านปิ้งไข่ขาย โดยใช้ไม้เสียบไข่ไม้ละสี่ห้าฟอง….พอเห็นเท่านั้นแหละ….ผมจึงเกิดไอเดีย ขึ้นมาทันที”

สมหมาย คุณาชนม์ เล่าว่า ช่วงที่พักงานราชการหลายๆ วันจะนั่งรถจากอุบลเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อเยี่ยมลูกที่เรียนอยู่ จากนั้นก็เริ่มขายไข่ปิ้ง โดยคิดสูตรเอง  แล้วใช้รถซาเล้งดัดแปลงปั่นตระเวนขายไปทั่วแถวรังสิตบ้าง ปทุมธานีบ้าง หรือไม่บางวันก็ไปขายแถวนนทบุรี

“แรกๆ ก็ขายไม่ดีหรอก บางวันขาดทุนด้วยซ้ำ…แต่เพราะผมเป็นคนชอบสนุกชอบเฮฮา ก็เลยคิดหาวิธีการขายใหม่” การคิดค้นหาไอเดียใหม่เกิดขึ้นทันที โดยสมหมายเอาเสื้อกางเกงที่ดีๆ มาตัดให้เป็นรอยขาดรุ่งริ่ง  โดยเฉพาะกางเกงยีนส์นั้น กรีดเป็นรอยขาดทั้งตัวเลยทีเดียว กลายเป็นแฟชั่นยีนส์ขาดบาดใจ เวลาปั่นซาเล้งไปขายที่ไหนจึงกลายเป็นจุดสนใจ

นอกจากนี้แล้ว เวลาจอดรถที่ไหนก็จะร้องเพลงตามไปด้วย จึงทำให้มีลูกค้ามาซื้อไข่ปิ้งมากขึ้น และเวลาไปขายที่ไหน ก็มักจะมีคนหันมามองเป็นจุดเดียว เพราะคนขายไว้ผมยาว  ใส่กางยีนส์ขาดบาดใจ และเสื้อก็ขาดไปทั้งตัว

ด้านได้ อายอด

พ่อค้าไข่ปิ้งบอกว่า การคิดค้นรูปแบบการขายของเขานั้น เป็นสิ่งที่ดีและต้องการจะทำให้เห็นเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับลูกๆ หลานๆ อีกอย่างก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร และเป็นการทำมาหากินที่สุจริต

“แรกๆ ผมก็เขินเหมือนกัน เพราะมีคนมองมาก  เวลาไปที่ไหนคนหันมามองกันหมด….แต่ก็เอาวะ…ทำไปทำมาก็ชิน”

แม้การใส่เสื้อกางเกงขาดรุ่งริ่งจะเพิ่มยอดขายไข่ปิ้งทรงเครื่องขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจเท่าไหร่นัก  อีกอย่างก็ชักจะเบื่อวิธีการขายแบบเดิมๆ ด้วย จึงเริ่มคิดหาวิธีการอื่น

“หลังจากใส่เสื้อผ้าขาดๆ ขายไข่ปิ้งได้สักระยะหนึ่ง ผมก็ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการขายใหม่ โดยซื้อรถมอเตอร์ไซค์มาต่อเติมทำเป็นรถพ่วง และเปลี่ยนรูปลักษณ์การแต่งตัวใหม่ โดยแต่งตัวให้ดูหรูไปเลย เริ่มตั้งแต่ใส่เสื้อแขนยาว สวมทับด้วยเสื้อกั๊ก ผูกเนกไท…กางเกงรองเท้าก็ต้องให้ดูดี”

สมหมาย พ่อค้าไข่ปิ้งทรงเครื่องเล่าว่า การสร้างอิมเมจตอนแรกนั้น ยังไม่ใส่เสื้อสูท เพราะบ้านเราอากาศร้อน   ใส่แต่เสื้อกั๊กแล้วผูกเนกไทเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ก็หาเครื่องเทปไว้เปิดเพลงเวลาตระเวนขายไปตามที่ต่างๆ

“แรกๆ ก็เขินๆ อายๆ เหมือนกันนะ…แต่พอมีลูกค้าเพิ่มขึ้นก็รู้สึกว่า…เอ๊ะ…มันเข้าท่าดีนะ หลังจากนั้นเพิ่มเสื้อสูทสวมทับอีกที  คราวนี้ดูเท่มาก….มีลูกค้ามากมาย”

ต่อมาสมหมายเพิ่มองค์ประกอบในการดำเนินธุรกิจไข่ปิ้งทรงเครื่องเข้าไปอีก โดยให้ความสำคัญกับสี โดยเฉพาะสีรถซึ่งออกโทนสีบานเย็น ก็จะให้สอดคล้องกับสีที่ใช้ทาเล็บ  และสีของเนกไทด้วย

“เพราะผมเป็นคนชอบสนุกเฮฮา  ไม่ชอบความเหงา ช่วงที่ไม่มีลูกค้าไม่อยากอยู่เงียบๆ ก็เลยหาเครื่องเสียงที่ดังกระหึ่มมาติดตั้งไว้ที่รถ  เวลาไปขายที่ไหนก็จะเปิดเพลงไปด้วย  หรือบางครั้งก็ยืนร้องคาราโอเกะเลย…ส่วนเพลงที่ชื่นชอบและใช้ประกอบในการ ขายก็มีหลายแนว ทั้งเพื่อชีวิตอย่างแอ๊ด คาราบาว หรืออย่างปอยฝ้าย มาลัยพร….รวมทั้งแนวเพลงเร็กเก้ก็ได้ด้วย”

จากการที่ไม่ชอบความเหงานี่เอง….จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่น และดึงดูดความสนใจลูกค้ามากขึ้น และเมื่อปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจไข่ปิ้งรุ่งเรืองมากขึ้น

หนุ่มวัยทองเจ้าของไข่ทรงเครื่อง

จากพ่อค้าไข่ปิ้งทรงเครื่องธรรมดา ต่อมาจึงคิดค้นชื่อใหม่อันเปรียบเสมือนเป็นเครื่องหมายการค้านั่นก็คือ “หนุ่มวัยทองเจ้าของไข่ทรงเครื่อง” พร้อมกับเพิ่มการลงทุนเพื่อให้เท่ากับลูกค้าที่ให้การต้อนรับอย่างดี

“ผมจะซื้อไข่วันละประมาณ 19 ถึง 20 แผง ราคาตกแผงละ 70-80 บาท….นอกจากเมียจะทำหน้าที่ฝ่ายผลิตไข่ทรงเครื่องแล้ว ผมยังจ้างคนงานอีก 2 คน โดยทำไข่ปิ้งที่บ้าน ส่วนผมเป็นฝ่ายขายจะนำไข่ปิ้งออกตระเวนขายตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึงราวๆ บ่าย 2 โมง 3 โมงก็หมด…นี่หมายถึงการขายเพียงรอบเดียว….แต่ถ้าขายรอบที่สองก็จะกลับ บ้านราวๆ 3 ทุ่ม….ถ้าขายเพียงรอบเดียว ผลกำไรหักลบต้นทุนแล้วก็ได้วันละ 1,900-2,000 บาท”

หลังจากการสร้างอิมเมจและสร้างแบรนด์ไข่ปิ้งทรงเครื่องแล้ว ยอดขายในแต่ละวันพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าพอใจ แต่ที่สำคัญคือการอัพเกรดด้านต่างๆ

“นอกจากยอดขายจะไปโลดแล้ว…..ลูกค้าให้เกียรติเรามากขึ้น ไม่มองด้วยสายตาที่เหยียดหยามเหมือนเมื่อก่อน   หรือคิดว่าเป็นเพียงพ่อค้าไข่ปิ้งธรรมดาๆ แต่เดี๋ยวนี้จะพูดกับผมดีมาก สำหรับลูกค้านั้นส่วนมากจะเป็นคนที่ทำงานอยู่ในสนามกอล์ฟ  วัยรุ่นนักศึกษาก็เยอะ ประเภทจอดรถเก๋งซื้อก็มีมากเหมือนกัน”

เพราะธุรกิจไข่ปิ้งทรงเครื่องที่ใช้กลยุทธ์การขายที่แปลกใหม่ประสบผลสำเร็จ เกินความคาดหมาย หนุ่มวัยทองเจ้าของไข่ทรงเครื่องจึงเริ่มขยายสาขา โดยให้ลูกชายคนเล็กที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.6 เปิดสาขาอีกแห่งหนึ่งที่รังสิต

สมหมาย คุณาชนม์ เปิดเผยถึงความรู้สึกว่า “ขายไข่ปิ้งอย่างนี้สบายกว่าการเป็นตำรวจตระเวนชายแดนเยอะเลย  ไม่ต้องจับปืน ไม่ต้องเสี่ยง สบายใจ แถมรายได้ดีอีกต่างหาก…..นี่นะ…ผมคิดว่าจะให้ลูกชายที่เป็นตำรวจอยู่ อีสานลาออก แล้วมาช่วยงานอีกแรงหนึ่ง…”

สำหรับแนวทางการปรับปรุงและค้นหาไอเดียการขายใหม่ๆ นั้น  หนุ่มวัยทองเจ้าของไข่ทรงเครื่องมีแนวคิดที่น่าสนใจยิ่ง

“ผมอยากจะได้รถที่ใช้ในสนามกอล์ฟมาดัดแปลงเป็นรถขายไข่ปิ้ง….วางแผนเอาไว้ อย่างนี้นะ แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ เพราะเกรงว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากต้องใช้น้ำมัน อีกอย่างหนึ่งเวลาไปจอดขายที่ไหน ก็เกรงว่าจะมีปัญหาเรื่องที่จอด คือไม่สะดวก เพราะมันจะไปบังร้านค้าคนอื่นเขา” พ่อค้าไข่ คิดถึงคนอื่น

2.ถั่วต้มห่มสูทในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู แบงก์ห้าร้อยแบงก์หนึ่งพันปลิวว่อนราวกับกระดาษเปล่า ทำให้อาชีพกัปตันห้องอาหารของ อรรถพงษ์ ชาวนา พลอยอู้ฟู่ตามไปด้วย แต่ครั้นเกิดวิกฤติnews_img_82290_3ทางเศรษฐกิจ จนทำให้ธุรกิจน้อยใหญ่พังพาบ รวมทั้งร้านอาหารที่อรรถพงษ์เป็นกัปตันอยู่ด้วย…การดิ้นรนเพื่อความอยู่ รอดของเขาจึงเริ่มต้นขึ้น

อรรถพงษ์ ชาวนา วันนี้มีอายุ 42 ปี เป็นคนพื้นเพจังหวัดสุรินทร์ เคยผ่านงานในตำแหน่งดีๆ มาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกัปตันห้องอาหาร กุ๊ก ตลอดจนเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ในดิสโก้เธค และสุดท้ายซึ่งเป็นอาชีพหลักจนมาถึงทุกวันนี้ก็คือขายถั่วต้ม

“ผมขายมา 5 ปี แล้ว….แรกๆ ก็ขายถั่วต้มธรรมดา ซึ่งขายไม่ค่อยดี จนกระทั่งคิดสูตรถั่วต้มเอง พร้อมกับเปลี่ยนการแต่งตัว  โดยผูกเนกไท ถ้าเป็นหน้าหนาวก็ใส่สูทด้วย จึงทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น”

อรรถพงษ์เปิดเผยว่า ถั่วต้มของเขาคิดสูตรเอง ไม่ใช่ถั่วต้มที่เห็นขายทั่วไป เพราะเขาจะมีขั้นตอนต่างๆ นับตั้งแต่คัดพันธุ์ถั่วอย่างดี แล้วจ้างให้คนปลูกที่เชียงใหม่ ก่อนจะนำมาต้มด้วยสูตรของตนเอง เพื่อนำขายอีกที

ภายใต้แบรนด์ “ถั่วต้มพันล้าน”

แบ่งกันรวย

ทุกวันนี้แบรนด์ “ถั่วต้มพันล้าน”ทำรายได้ให้อย่างงาม และเป็นธุรกิจที่ไปได้สวย โดยศูนย์ใหญ่อยู่ที่บางใหญ่ซิตี้

“การใช้ถั่วนำมาต้มในแต่ละวันก็ตกราวๆ ตันครึ่ง หรือร่วมๆ 50-60 กิโล  มีคนงานหลายคน โดยแบ่งเป็นแผนก เช่น แผนกการคัดเลือกถั่ว แผนกต้ม แผนกบรรจุถุง….แล้วก็แผนกนำออกไปขายตามจุดต่างๆ อีกที”

ปัจจุบันถั่วพันล้าน ขยายสาขาไปหลายจุด เช่น บางแค บางพลี บางบอน และอรรถพงษ์ยังบอกอีกว่า

“ตอนนี้กำลังจะทำเป็นแฟรนไชส์ มีคนมาติดต่อแล้วหลายเจ้าแล้ว….”

สำหรับอนาคตอันใกล้นี้ เจ้าของธุรกิจถั่วต้มพันล้านบอกว่า จะปรับปรุงป้ายชื่อ โดยจะมีคาราบาวมาร่วมในการทำป้ายให้

ในทัศนะส่วนตัวของอรรถพงษ์ ชาวนา ในฐานะที่สร้างแบรนด์ “ถั่วต้มพันล้าน” จนประสบผลสำเร็จ เขาพูดถึงการสร้างภาพลักษณ์ในการแต่งตัวที่ดีเอาไว้ว่า ทำให้คนอื่นๆ ทั้งที่เป็นลูกค้าและคนทั่วไป มองเราด้วยความรู้สึกที่ดี ดูสะอาดสะอ้าน จากจุดนี้เองที่กลายเป็นสิ่งดึงดูดลูกค้า จนทำให้ขายถั่วต้มได้ดี

ในโลกธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ย่อมมีวิถีทางในการแสวงหาผลสำเร็จของใครของมัน และการค้นหาแนวทางเพื่อให้ก้าวสู่จุดมุ่งหมายสูงสุด ก็ขึ้นอยู่กับว่ากลวิธีการคิดค้นหาไอเดียจะเป็นอย่างไร

โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งทุนหนักศักดิ์ใหญ่ที่ไหน แค่ใช้ทุนสมองและสองมือก็เหลือเฟือแล้ว

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: