จุดเปลี่ยนของเงินดอลลาร์ กับ ราคาสินค้าเกษตรบ้านเรา

521009095253957The Independent หนังสือพิมพ์มีชื่อจากประเทศอังกฤษ ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม 2552 ได้ตีพิมพ์บทความของ DR.Robert fisk

นักเขียน/นักหนังสือพิมพ์ อาวุโสประจำพื้นที่ตะวันออกกลาง เรื่อง “The Demise Of The Dollar” หรือแปลว่า “จุดจบของดอลลาร์” โดยมีเกริ่นนำว่า ประเทศในคาบสมุทรอาหรับได้แก่ ซาอุฯ อาบูดาบี  คูเวต และกาตาร์ ร่วมกับประเทศจีน รัสเซีย ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส กำลังวางแผนที่จะหยุดการใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (US$) เป็นหน่วยทางบัญชี (Unit Of Account) ในการซื้อขายน้ำมัน โดยจะหันไปใช้ตะกร้าเงินซึ่งประกอบด้วยเงินยูโร เงินเยนของญี่ปุ่น เงินหยวนของจีน และสกุลเงินใหม่ของประเทศในคาบสมุทรอาหรับที่กำลังจะเกิดขึ้น

บทความดังกล่าว ยังได้รายงานต่อไปว่า การประชุมระหว่างรัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการธนาคารชาติ ของประเทศข้างต้น ได้มีขึ้นหลายครั้งแล้วทั้งในประเทศรัสเซีย จีน ญี่ปุ่น และบราซิล  ซึ่งหากรายงานดังกล่าวเป็นความจริง ก็หมายความว่า น้ำมันดิบจากประเทศดังกล่าวจะไม่ทำการค้าขายกันด้วยดอลลาร์สหรัฐอีกต่อไป ซึ่งเป็นการลดบทบาทของ US$ ในการซื้อขายระหว่างประเทศลง และอาจจะส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐ สูญเสียฐานะจากการเป็นสกุลเงินของโลก (World’s Reserve Currency) ซึ่งธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก ต่างนิยมถือครองไว้เพื่อเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศ

เรื่องดังกล่าว พ้องไปกับ การที่ ผู้อำนวยการธนาคารโลก Robert Zoellick ได้แสดงความเห็นไว้ในสุนทรพจน์ ว่าเงินดอลลาร์กำลังถูกลดบทบาทลง ด้วยบทบาทที่กำลังเพิ่มขึ้นของเงินยูโร และเงินหยวน (เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2552 ที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอฟกินส์) รวมถึงบทวิจัยของ United NAtion Conference On Trade And Development (UNCTAD องค์กรซึ่งท่านอดีตรองนายกศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการอยู่) ที่ออกมาเมื่อวันที่ 7 กันยายน 52 แนะนำให้กลุ่มประเทศสมาชิกของ UN ริเริ่มที่จะใช้เงินสกุลใหม่ซึ่งเป็นเงินสกุลของโลก และจัดให้ตั้งธนาคารกลางของโลกเพื่อดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุล ดังกล่าว

ก่อนหน้านี้เมื่อตอนต้นปี ผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศจีนได้เคยเสนอให้ทั่วโลกเปลี่ยนจากการใช้เงิน US$ ในฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศ ไปใช้หน่วยเงินสำรองระหว่างประเทศในลักษณะของ Special Drawing Right (SDR) ซึ่งเป็นระบบตะกร้าเงินที่ถูกสร้างขึ้นโดย The International Monetary Fund (IMF) มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1969  โดยแนวคิดนี้ก็ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากประเทศกลุ่ม BRIC อันประกอบด้วย บราซิล (BRISIL)  รัสเซีย (RUSSIA) อินเดีย (INDIA) และจีน (CHINA)

แต่ดูเหมือนว่าในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐก็ยังคงเพิกเฉยกับข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยในช่วงที่ผ่านมาทั้งตัวประธานาธิบดี หรือรัฐมนตรีคลังก็ได้แต่กล่าวยืนยันว่ารัฐบาลมีนโยบายให้ค่าเงินดอลลาร์ แข็ง (Strong Dollar Policy) แต่ดูเหมือนกับว่าการพูดอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นใน เงินดอลลาร์ได้ โดยเห็นจากเมื่อ Timothy Geithner รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้เดินทางไปเยือนประเทศจีนเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 เพื่อยืนยันกับจีนว่านโยบายที่สหรัฐได้ดำเนินการไปและดำเนินการอยู่นั้นถูก ทางแล้ว และได้ตอบคำถามหลังการกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งว่า “ทรัพย์สินของจีนที่อยู่ในรูปของเงินดอลลาร์มีความปลอดภัยอย่างยิ่ง”ซึ่งคำ ตอบนี้ได้เรียกเสียงหัวเราะจากทั้งห้องประชุมที่ผู้เข้าฟังซึ่งส่วนใหญ่เป็น นักศึกษา

เสียงหัวเราะดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เริ่มจะลดลงไปเรื่อยของ นานาประเทศที่มีต่อสกุลเงินดอลลาร์ ทั้งนี้เนื่องจากการดำเนินนโยบายด้านการคลัง (ขาดดุลงบประมาณอย่างมโหฬาร) และด้านการเงิน (กดดอกเบี้ยไว้เกือบ 0% และ พิมพ์เงินดอลลาร์อัดฉีดเข้าตลาดพันธบัตร) ของสหรัฐในขณะนี้ (“Geither Tells CHINA Its Dollar Assets Are Safe” REUTERS, JUne 1ST 2009)

ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า การตีพิมพ์บทความเรื่อง “The Demise Of The Dollar” ของ Dr.Fisk รวมไปถึงการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศออสเตรเลีย (วันที่ 6 ตุลาคม 2552) น่าจะเป็น Trigger point อย่างเป็นทางการ ของการที่ค่าเงิน $US ด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักอื่นของโลกเช่น ยูโร เงินเยนของญี่ปุ่น เงินหยวนของจีน

แต่สำหรับค่าเงินบาทของไทยเราแล้ว เงินไทยบาทของเราจะแข็งขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ซึ่งแน่นอนว่าหากเงินบาทปรับตัวแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ผลของการแข็งค่าของเงินย่อมส่งผลกระทบไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องส่งสินค้า ออกไปขายต่างประเทศ อาทิ สินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ที่ประเทศเราผลิตได้เป็นจำนวนมากพอเลี้ยงคนในประเทศ และกว่าครึ่งเหลือส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

ซึ่งหากค่าเงินบาทปรับตัวแข็งขึ้น (เมื่อเทียบกับเงิน US$) ในสภาพการค้าขายสินค้าระหว่างประเทศปัจจุบันที่ยังโค้ดราคาสินค้าเกษตรกัน เป็น US$  ผลกระทบที่มีต่อราคาสินค้าในบ้านเราอาจจำแนกได้เป็น 2 กรณี ได้แก่ กรณีที่ 1 สมมติว่า ราคาส่งออกในรูปของดอลลาร์ของสินค้าเกษตรของไทยคงเดิม แน่นอนว่าราคาที่เป็นบาทในประเทศจะต้องลดลง มีผลทำให้ราคาที่ผู้แปรรูปสินค้า และ เกษตรกรจะได้รับนั้นต้องถูกลง ทำให้รายได้ของเกษตรกรที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศลดลง

และ กรณีที่ 2 ถ้าสมมติว่า เราคงราคาสินค้าเกษตรในประเทศเป็นบาทไว้เท่าเดิม ก็จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรของไทยในตลาดโลกในรูปของดอลลาร์มีราคาสูงกว่าคู่ แข่ง ซึ่งอาจกระทบถึงความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ล้วนเป็นผลร้ายต่อประเทศไทยทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของบาทก็มีข้อดี เพราะจะนำให้สินค้านำเข้าที่เป็นปัจจัยการผลิต เช่น น้ำมัน มีราคาที่ถูกลง ผู้ประกอบการรายหลายถือโอกาสซื้อเครื่องจักร เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต รองรับความต้องการที่จะมาพร้อมกับสภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้นตัวในช่วงปี หน้านี้ ซึ่งหน่วยงานรับผิดชอบภาครัฐคงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะดำเนินนโยบายอัตรา แลกเปลี่ยนอย่างไร ในช่วงภาวะผันผวนที่เกิดขึ้นจากความไม่สมดุลทางการเงินของโลก ณ ขณะนี้

สำหรับ ผู้ประกอบการไทยคงต้องปรับตัวกับภาวะความผันผวนต่างๆ ที่เกิดขึ้น และหาทางลดความเสี่ยงของตนให้เหลือน้อยที่สุด อาจด้วยวิธีการเลือกใช้เครื่องมือการบริหารความเสี่ยงทุกรูปแบบที่มีอยู่ใน ปัจจุบัน (เช่น การทำ FORWARD ค่าเงิน หรือ การบริหารความเสี่ยงผ่านกลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า หรือ AFET เป็นต้น)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: