10 เทรนด์การตลาดปี 2553 แนวทางปั้น “แบรนด์” ยุคเหตุผลนำหน้า

521005111234629 แม้ว่าการคาดการณ์อนาคตจะไม่ใช่ เรื่องง่าย โดยเฉพาะ ในยามเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้ แต่การเข้าใจถึงเทรนด์ในอนาคตก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการนำพาธุรกิจไปสู่ความ สำเร็จ

mar10051052p1“แบรนดิ้ง สแตรทิจี อินไซเดอร์” นำเสนอ 10 เทรนด์การตลาดและการสร้างแบรนด์ในปี 2553 ที่ต้องจับตา โดยประเมินจากทิศทางและสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะทำให้มองเห็นความต้องการและความคาดหวังของตลาดและผู้บริโภคได้ชัดเจน มากขึ้น รวมทั้งจะเป็นประโยชน์สำหรับบริษัทในการสร้างแบรนด์และทำการตลาดให้ประสบ ความสำเร็จท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

เทรนด์แรกที่ไม่อาจมองข้าม คือ “คุณค่า” ที่จะกลายมาเป็นมนตราใหม่ของธุรกิจ เพราะการใช้จ่ายเงินของผู้บริโภค แม้กระทั่งในการซื้อสินค้าลดราคา นักช็อปจะคิดถึง “เหตุผล” นำหน้าก่อนจะควักเงินออกจากกระเป๋า ซึ่งนี่จะก่อปัญหาสำหรับแบรนด์ ไม่ว่าจะไฮเอนด์หรือโลว์เอนด์

เทรนด์ที่ 2 คือแบรนด์จะให้ความสำคัญกับการเป็นตัวแทนของ “คุณค่า” ซึ่ง เป็นเหตุผลที่ทำให้แบรนด์เสื้อผ้า “เจ. ครูว์” (J. Crew) ขยับมาแทนที่ “แก๊ป” (Gap) ที่เคยเป็นขวัญใจวัยรุ่นอเมริกัน เพราะ เจ. ครูว์ยืนหยัดรับยุคใหม่ด้วยการวางให้เป็นแบรนด์สมัยใหม่ที่ทั้งสมาร์ตและมี สไตล์

เทรนด์ที่ 3 การสร้างความแตกต่างให้แก่แบรนด์ เท่ากับการสร้างคุณค่าแบรนด์ เพราะ การสร้างแบรนด์ให้มีความหมายพิเศษกว่าคนอื่น จะทำให้มีความสำคัญมากขึ้นในสายตาลูกค้า ดังนั้นการสร้างความแตกต่างกำลังมีบทบาทมากขึ้นต่อความสำเร็จของแบรนด์ ซึ่งหมายถึงยอดขายและกำไรที่จะเพิ่มขึ้น

เทรนด์ที่ 4 การกระทำสำคัญกว่าคำพูด เพราะ แม้คุณค่าของแบรนด์จะเกิดขึ้นได้ จากการสร้างอัตลักษณ์ให้กับแบรนด์ แต่การจะทำให้ความรู้สึกถึงคุณค่าคงอยู่ในใจผู้บริโภคนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่แบรนด์บอกว่าจะเป็นอะไร หากแต่ผู้บริโภคจะเป็นผู้ตัดสินใจ การทำให้แบรนด์มีความหมายมากกว่าการเป็นของแท้จะช่วยให้แตกต่าง และทำให้ผู้บริโภครู้สึกผูกพันกับแบรนด์

เทรนด์ที่ 5 ความคาดหวังของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งแบรนด์จะต้องตามให้ทันความคาดหวังเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมากขึ้น ๆ

เทรนด์ที่ 6 กลเม็ดเก่า ๆ อาจจะใช้ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะผู้บริโภครู้ทันว่า แบรนด์พยายามสร้างอารมณ์ความรู้สึก ร่วมกับผู้บริโภคเพื่อแปรเป็นผลกำไร ยกตัวอย่างช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินในปีที่แล้ว ผู้คนได้เห็นบรรดาธนาคารป่าวประกาศว่าจะยืนหยัดเคียงข้างลูกค้า แต่ธนาคารเหล่านี้เอง ที่กลับไม่ปล่อยสินเชื่อ

เทรนด์ที่ 7 ไม่จำเป็นต้องรู้จักก็รักได้ เพราะ การซื้อสินค้าในปัจจุบันมีช่องทางที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือสั่งซื้อจากต่างประเทศได้ง่ายขึ้น การรู้จักสินค้าจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่แบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือจะถูกบอกต่อเหมือนไวรัสที่แพร่อย่างรวดเร็ว เพราะทุกวันนี้แม้ใคร ๆ จะ รู้จักจีเอ็ม แต่ไม่ใช่ทุกคนจะซื้อรถของจีเอ็ม

เทรนด์ที่ 8 การบอกต่อและชุมชนเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของธุรกิจวันนี้ อย่าง กรณีของ “อีเบย์” เว็บไซต์ประมูลสินค้าชื่อดังที่มีจุดแข็งเรื่องการบริการลูกค้า และหาก ผู้บริโภคเชื่อมั่นต่อชุมชนก็จะเชื่อมั่นแบรนด์ด้วย นี่ไม่ใช่แค่การบอกต่อ แต่หมายถึงการเข้าสู่ยุคใหม่ของการใส่ใจลูกค้า

เทรนด์ที่ 9 ผู้บริโภคคุยกันมากขึ้นผ่านเว็บเครือข่ายสังคม (social networking) และการแลกเปลี่ยนข้อมูลนอกพื้นที่อิทธิพลของแบรนด์มีมากขึ้น อาทิ การใช้เฟซบุ๊ค คอนเนค แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

และสุดท้ายความผูกพันต่อแบรนด์ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่ นักการตลาดจะต้องตระหนักถึงการทำให้เกิดความผูกพันต่อ แบรนด์จริง ๆ ซึ่งการจะทำให้เกิดความผูกพันต้องอาศัยช่องทาง (platform) เช่น ทีวี ออนไลน์ องค์ประกอบ (context) เช่น เว็บเพจสาร (message) เช่น โฆษณา หรือการสื่อสาร และประสบการณ์ เช่น ร้าน และกิจกรรมต่าง ๆ

ดูรายละัเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: