1 ปีหลังเลแมนล้ม บทเรียนเศรษฐกิจไทย

520918100455766

เวลาผ่านมา 1 ปีแล้วหลังจากปัญหาในภาคสถาบันการเงินสหรัฐทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อวาณิชธนกิจขนาดใหญ่อย่าง เลแมน บราเดอร์ส ปิดฉากลงในเดือนก.ย.2551

สร้างความปั่นป่วนเป็นอย่างมากต่อตลาดการเงินทั่วโลก และเป็นชนวนสำคัญที่นำมาสู่การลุกลามของวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินโลกครั้ง รุนแรงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

คงต้องยอมรับว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาหลังการล้มละลายของวาณิชธนกิจรายใหญ่อย่างบริษัทเลแมน บราเดอร์ส เศรษฐกิจไทยได้เผชิญกับความเสี่ยงครั้งสำคัญ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เกือบจะทุกประเทศพากันเข้าสู่ภาวะถดถอยเช่นเดียว กับเศรษฐกิจสหรัฐ และจากปัญหาการเมืองในประเทศของไทยเอง ซึ่งปัจจัยลบทั้งสอง ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหดตัวมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2551 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2552 ก่อนที่จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในไตรมาส 2 ปี 2552

ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยนั้น ได้รับแรงสนับสนุนหลักมาจากการเร่งดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจ ทั้งทางด้านการเงินและการคลังของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยเฉพาะการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องของ ธปท. ซึ่งส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินและอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของ สถาบันการเงินต่างๆ ปรับลดลงตามมา รวมทั้งการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะที่ 1 และ 2 (SP1 และ SP2) ซึ่งนับว่ามีส่วนอย่างมากในการช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถหลุดพ้นจากจุดต่ำสุด มาได้ในไตรมาส 2 ปี 2552 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หากมองไปในระยะข้างหน้า การกระตุ้นจากภาครัฐอาจจะทยอยลดน้ำหนักลง โดยในด้านนโยบายการเงินนั้น ธปท.คงจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปต่ำกว่าระดับปัจจุบันที่ร้อยละ 1.25 อีกแล้ว ส่วนในด้านนโยบายการคลัง แรงกระตุ้นจากการใช้จ่ายของรัฐบาล จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ และการเดินหน้าแผนการลงทุนภายใต้ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ซึ่งทั้งสองประการยังคงต้องอาศัยการมีเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศเป็น สำคัญ ขณะที่ การฟื้นตัวอย่างชัดเจนของการใช้จ่ายภาคเอกชน จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทั้งสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ มีเสถียรภาพ และสถานการณ์เศรษฐกิจในต่างประเทศ มีความต่อเนื่องของการฟื้นตัว

สำหรับบทเรียนจากวิกฤติในรอบนี้นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า อาจแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

ธปท.และสถาบันการเงิน ซึ่ง ถือเป็นความโชคดีที่หลังจากได้ผ่านประสบการณ์ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี ค.ศ.1997 มาแล้ว ทำให้ทั้ง ธปท.และสถาบันการเงิน เพิ่มความระมัดระวังและมีการบริหารความเสี่ยงในด้านต่างๆ อย่างรัดกุม ในขณะที่สถานะของสถาบันการเงินก็มีความเข้มแข็งในด้านฐานเงินทุน และด้านคุณภาพสินทรัพย์

อย่างไรก็ตาม ทั้ง ธปท.และสถาบันการเงิน ซึ่งคงจะได้เห็นถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในตราสารทางการเงินที่ ซับซ้อน (Asset-Backed Securities อาทิ CDO และ CDS) ที่ขาดการกำกับดูแลอย่างเหมาะสมและนำไปสู่การล้มละลายของสถาบันการเงินระดับ โลกในสหรัฐแล้ว คงจะต้องมีการปรับตัวในด้านการบริหารและประเมินความเสี่ยงให้ทันและพร้อมรับ กับนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา

รัฐบาล สิ่งสำคัญ ที่รอการดูแล ก็คือ เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ เพราะหากการเมืองสงบ เศรษฐกิจไทยก็น่าจะมีความทนทานต่อวิกฤติหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภาย นอกประเทศได้มากขึ้น ในขณะที่ เสถียรภาพด้านการคลังก็ยังไม่ได้เป็นปัญหาที่น่ากังวล หลังจากที่รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า 2.06 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2552 น้อยลงจากที่เคยคาดไว้ว่าอาจต่ำกว่าเป้าถึง 2.80 แสนล้านบาท อีกทั้งล่าสุดรัฐสภาก็ได้เห็นชอบพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ.2553 ซึ่งน่าจะทำให้การใช้จ่ายของรัฐบาลไม่สะดุด

นอกจากนี้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ที่คาดว่าจะเพิ่มระดับสูงขึ้นในช่วงปีข้างหน้า ก็น่าที่จะมีแนวโน้มขยับลงมาอยู่ภายในกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ระดับไม่ เกินร้อยละ 50 ได้ในระยะยาว หากเศรษฐกิจสามารถรักษาโมเมนตัมการขยายตัวไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

ภาคเอกชน โดยเฉพาะ กลุ่มผู้ส่งออก ซึ่งบทเรียนจากวิกฤติรอบนี้ที่ควรตระหนัก ก็คือ เพื่อรักษา-เพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน และลดทอนผลกระทบจากวิกฤติที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศ ผู้ส่งออก ทั้งสินค้าและบริการ ควรที่จะมีการกระจายตลาดส่งออกหรือแหล่งรายได้จากต่างประเทศ (ตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ ก็คงจะได้แก่ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีน) พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้มีความหลากหลายมากขึ้น (อาทิ ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์) ตลอดจนขยายธุรกรรมเงินตราต่างประเทศไปยังสกุลเงินต่างๆ นอกเหนือจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มากขึ้น (โดยอาจพิจารณาการดำเนินธุรกรรมในสกุลเงินหยวน ซึ่งมีแนวโน้มจะมีบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นในเวทีการค้าโลก)

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ก็เพื่อให้กลุ่มผู้ส่งออกของไทยลดการพึ่งพาตลาดส่งออกใดเพียงแห่งเดียว สินค้าและบริการใดเพียงอย่างเดียว ตลอดจนการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินตราต่างประเทศสกุลใดเพียงสกุลเดียว ซึ่งหากผู้ส่งออกสามารถปรับตัวหรือดำเนินการไปในทิศทางดังกล่าวได้ ก็น่าที่จะสามารถอยู่รอดหรือได้รับผลกระทบที่จำกัดจากความผันผวนที่เกิดขึ้น ภายนอกประเทศได้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: