โอกาสบนวิกฤต

52091609522636]

ณวันนี้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่กำลังเฟื่องฟู ก็คงหนีไม่พ้นการลงทุนในตลาดหุ้น เพราะวิกฤตเศรษฐกิจบวกกับความกังวลของนักลงทุน ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2551 ตกต่ำอย่างมาก

โดยลดลงประมาณ 47% เรียกได้ว่าขายหุ้นกันถูกๆ แบบครึ่งต่อครึ่ง พอความกังวลของนักลงทุนลดลง ตลาดหุ้นก็ดีดตัวกลับ ผลตอบแทนในการลงทุนในตลาดหุ้นก็เพิ่มขึ้นสูงเกือบ 50% ทำเอาหลายๆ คนที่ถือหุ้นไว้หรือซื้อเพิ่มระหว่างวิกฤต ก็คงยิ้มได้กับผลตอบแทนในปีนี้

ถ้าพูดเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่กำลังตกสะเก็ดหนักหน่วงแบบนี้ บริษัทต่างๆ ก็คงต้องช่วยเหลือตัวเองเพื่อให้รอดจากวิกฤต มีการใช้แคมเปญต่างๆ โปรโมชันขายสินค้าถูกๆ เพื่อไม่ให้ยอดขายตกต่ำไปมากขึ้น ผู้บริโภคเองก็มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าประเทศไหนโดนวิกฤตหนัก ประชาชนก็เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเยอะ

ยกตัวอย่างเช่น พี่เบิ้มของเราสหรัฐ รอบนี้เป็นประเทศที่โดนหนักสุด ปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองอย่างหนัก ตัวเลขคนตกงานก็สูงปรี๊ด พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้คนก็เริ่มเปลี่ยนแปลง จาก ผลสำรวจพบว่า ประชาชนเริ่มซื้อสินค้าที่มีขนาดเล็กลง เนื่องจากราคาต่ำกว่า ปริมาณการใช้คูปองส่วนลดก็เพิ่มขึ้น ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ค่อยจะสนใจปล่อยให้หมดอายุไป ผู้คนต้องปรับตัวประหยัดกันมากขึ้น เพื่อใช้หนี้ผ่อนบ้านที่นำไปกู้ยืมเงินไปใช้สบายมือตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

ข้ามมาประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์เหมือนสหรัฐ แต่เมื่อยักษ์ล้มประเทศข้างๆ ก็ต้องโดนไปด้วย สงครามโลกครั้งที่ 2 มูลค่าการส่งออกก็ติดลงประมาณ 37% เงินเฟ้อติดลบ 2.2% ตัวเลขคนตกงานเลวร้ายกว่าที่หลายๆ คนมองไว้ โดยปรับขึ้นมาถึง 5.7% ส่งผลให้ขณะนี้ตัวเลขคนว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 ล้านคน นับเป็นภาวะว่างงานที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามสิ้นสุด ทำให้ค่าจ้างแรงงานลดลงติดลบ 4.7% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2533 ทำเอาคนญี่ปุ่นรัดเข็มขัดกันเป็นแถว จากเดิมที่คุณภาพต้องมาก่อนกลายเป็นราคาต้องได้ด้วย สินค้าราคาถูกเริ่มเข้าไปตีในตลาดญี่ปุ่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากเกาหลี เครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนก็เริ่มมีปริมาณคำสั่งซื้อที่มากขึ้น

กลับมาถึงประเทศไทย ตัวเลขต่างๆ ก็ยังมีแนวโน้มไม่ดีนัก เลขอะไรก็ติดลบไปหมด (ยกเว้นแต่ตัวเลขคนตกงานที่ไม่เคยติดลบ) ก็แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของบ้านเราก็ยังคงอยู่ในช่วงลำบากต่อไปอีกสักระยะ หนึ่ง

ที่อารัมภบทมา เพราะต้องการสื่อให้นักลงทุนตระหนักถึงว่า สิ่งต่างๆ ที่กังวลอยู่ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี ความตึงตัวของกระแสเงิน หรือแม้กระทั่งปัญหาการเมือง ในระยะยาวแล้วความกังวลต่อปัญหาเหล่านี้ก็จะลดลง จากทั้งการคลี่คลายของปัญหาเองหรือความเคยชินต่อปัญหา ปัจจัยลบเหล่านี้ต่างหาก ที่จะส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจาก จะสามารถซื้อสินทรัพย์ได้ในราคาที่ถูก วิกฤตต่างหากที่ทำให้เราสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาถูกๆ

ในมุมมองของบลจ.ทหารไทย ถ้านักลงทุนมีเงินที่สามารถลงทุนได้ในระยะ 3-5 ปี การลงทุนในปัจจุบันถือได้ว่าค่อนข้างมีราคาที่ถูก หุ้นบางตัวมีราคาไม่ถึงครึ่งของก่อนวิกฤต ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจกลับคืนสู่ภาวะปกติ ดัชนีตลาดหุ้นก็คงขึ้นไปสูงกว่าระดับมาก การลงทุนแบบเฉลี่ยลงทุนทุกๆ เดือน หรือที่เรียกว่า Dollar Cost Average ถือได้ว่าเป็นยุทธวิธีลงทุนแบบหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้นักลงทุนซื้อสินทรัพย์ทุกช่วงเวลา ซึ่งนอกจากจะทำให้มีวินัยในการลงทุนแล้ว ยังทำให้มีการเฉลี่ยต้นทุนซึ่งเหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว

ฉะนั้น สำหรับแนวคิดการใช้เงินทำงานให้ ถ้านักลงทุนเน้นลงทุนในยามที่ตลาดถูกปกคลุมไปด้วยความกังวลต่างๆ ก็จะทำให้นักลงทุนสามารถซื้อสินทรัพย์ได้ในราคาถูก ก็จะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนมีแนวโน้มที่ดีได้ ในปัจจุบันการลงทุนผ่าน LTF, RMF น่าจะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคาดหวังของนักลงทุนอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับการลงทุนรูปแบบอื่นๆ เนื่องจากนอกจากจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว นักลงทุนยังจะสามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีเพิ่มได้อีก ซึ่งทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับโดยรวมจะสูงกว่าการลงทุนอื่นๆ ทั่วไป

21718

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: