ฮาร์ดดิสก์ส่งสัญญาณฟื้นเร่งรับพนักงาน-ทำโอที

520908105622396อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ – ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มส่งสัญญาณบวก ฮิตาชิคาดความต้องการตลาดโลกพุ่ง จากยอดปีนี้ 500 ล้านชิ้น

news_img_75535_1

โรงงานที่ปรับตัวรองรับการผลิต 2.5 นิ้วทยอยรับคนงานเพิ่มไม่หยุด หลังปลายปี – ต้นปีต้องปลดคน หยุดรับพนักงานรายวัน และโอที

อย่างไรก็ตาม การหวนกลับมารับคนงานเพิ่ม ทางโรงงานได้ปรับเปลี่ยนวิธีการเป็นการรับตรง ไม่ว่าจ้างบริษัทภายนอกดำเนินการเช่นอดีต ทั้งนี้เพื่อลดต้นทุนที่ต้องจ่ายเป็นค่าตอบแทนรายหัวต่อคนที่ได้รับมา โดยโรงงานขนาดใหญ่เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการก่อน ทำให้รายเล็กปรับเปลี่ยนตาม

นายนคร ตั้งสุจริตพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิตาชิ โกลบอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟช่วงนี้เริ่มมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะดีต่อเนื่องถึงช่วงปลายปี เนื่องจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องใช้ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟเป็นส่วนประกอบมีเพิ่มสูงขึ้น

เขา คาดการณ์ว่า ปี 2553 จะมียอดความต้องการฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟเพิ่มอีกเป็นตัวเลข 2 หลักจากยอดปีนี้ที่คาดว่าจะมียอดรวม 500 ล้านชิ้นทั่วโลก

แม้สถานการณ์คำสั่งซื้อ คำสั่งผลิตเสมือนจะกลับมาดีเช่นเดิม แต่ฮิตาชิก็ไม่ประมาท โดยยังคงต้องรอดูสถานการณ์ต่อเนื่อง เพื่อประเมินว่าจะเป็นเพียงคำสั่งซื้อระยะสั้นเท่านั้นหรือไม่

นายนคร กล่าวว่า แต่ส่วนใหญ่ช่วงนี้ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนแนวคิดไม่เก็บสต็อกสินค้าเหมือนเช่นที่ผ่านมา โดยจะหันมาสั่งซื้อแล้วต้องการได้สินค้าทันที

“ช่วงนี้ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนคือไม่เก็บสต็อก แต่จะสั่งแล้วอยากได้ทันที ซึ่งเป้าหมายของเราก็ต้องพยายามตอบสนองให้ทันตามความต้องการของลูกค้า โดยตอนนี้เรายังมีกำลังการผลิตเพียงพอ และก็เริ่มรับคนกลับเข้ามาทำงานมากขึ้น จนถึงตอนนี้รับไปแล้วกว่า 3,000 คน และยังรับเพิ่มอีกเรื่อยๆ”

เขากล่าวด้วยว่า ตั้งแต่สงกรานต์เป็นต้นมา บริษัทมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทต้องเพิ่มเวลาการทำงานโดยให้พนักงานกลับมาทำงานล่วงเวลาเช่นเดิม จากก่อนหน้านั้น เคยหยุดทำโอที และหยุดรับพนักงานรายวัน

ขณะเดียวกัน ฮิตาชิ ได้มีนโยบายปรับปรุงจากสายการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟเดิม 1.8 นิ้วที่ยกเลิกผลิตทั้งหมดในไทย เนื่องจากความต้องการของตลาดเปลี่ยน นิยมรุ่น 2.5 นิ้ว ที่ขายได้ราคาดีกว่า

ดับบลิวดีรับพนักงาน5พันคน
ส่วนบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล จำกัด (ดับบลิวดี) ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟรายใหญ่อันดับสองของโลก ที่เมื่อต้นปี 2551 เคยประกาศปิดโรงงานในไทยที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร และมาเลเซียไป พร้อมลดกำลังการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ และลดคนงานทั่วโลก 5% หรือ 2,500 คน จากพนักงานกว่า 4 หมื่นคน ส่วนในไทยใช้วิธีสับเปลี่ยนพนักงานบางส่วนไปอยู่โรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ทั้งมีข้อเสนอค่าตอบแทนแก่พนักงานที่สมัครใจออก

ล่าสุด ดับบลิวดีได้ติดประกาศหน้าโรงงานรับสมัครพนักงาน 5,000 ตำแหน่ง โดยเป็นการรับตรงที่โรงงานนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ตัดกระบวนการเอาท์ซอร์ส เพื่อลดค่าใช้จ่ายค่าบริการรายหัว

สตาร์ไมโครรับเพิ่ม500คน
ขณะที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ก็มีสัญญาณกระเตื้องเช่นกัน นายพลศักดิ์ เลิศพุฒิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สตาร์ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน มูลค่าธุรกิจปีละกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท กล่าวว่า อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่งสัญญาณที่ดีขึ้น ขณะนี้ที่โรงงานซึ่งมีธุรกิจ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มไมโครอิเล็กทรอนิกส์ โมดูล แอสเซมบลี (เอ็มเอ็มเอ) กำลังการผลิต 80 ล้านชิ้นต่อปี และกลุ่มอินทิเกรเต็ด เซอร์กิต (ไอซี) ทำแพ็คกิ้ง และเทสติ้ง กำลังการผลิต 700 ล้านชิ้นต่อปี และมีแผนขยายเป็น 1,100 ล้านชิ้นในปี 2553

ดังนั้น บริษัทได้ประกาศรับพนักงานเพิ่ม 500 ตำแหน่ง จากที่มีอยู่ 2,100 – 2,200 คน ซึ่งเริ่มมีปัญหาคนงานขาดแคลน ต้องรับวุฒิต่ำสุด ม.3 โดยใช้วิธีรับตรง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายต่อหัวในการจ้างเอาท์ซอร์สทำ Contract Employee เช่นอดีต โดยการทำงานเป็น 2 กะ และให้ทำโอทีอย่างน้อย 3.5 ชั่วโมง

“โรงงานต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องการจ้างเอาท์ซอร์สรับคนงานมากขึ้น หันมารับตรงกันเป็นส่วนใหญ่ เราก็เลยหันมารับตรงด้วย จากเดิมต้องแข่งขันกันแย่งคน มีบริษัท Contract Employee ก็ดึงครีมไปหมด เราก็ต้องจ้างบ้าง แต่เมื่อรายใหญ่ๆ หันมารับตรง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เราก็รับตรงด้วย เพราะรับมาแล้วยังทำงานเลยไม่ได้ ต้องเทรนอีกเป็นเดือน”

อานิสงส์โยกคนรับวิกฤต
นายพลศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทมีลูกค้าชั้นนำของตลาดโลก สถานการณ์ตลาดจะเป็นเช่นไรมีแจ้งเตือนล่วงหน้าประมาณ 1 ไตรมาส หรือ 5 เดือน เช่นที่ผ่านมาธุรกิจของลูกค้าจะตกก็แจ้งเตือนให้เตรียมตัว ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการได้ โดยการดึงลูกค้ามาสร้างการผสมผสาน รวมถึงผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน จึงกระจายความเสี่ยง สินค้าใดตก ก็มีตัวอื่นทดแทน

“อย่างฮาร์ดดิสก์ตก แต่โทรศัพท์มือถือดี บริษัทก็ทำงาน 24 ชั่วโมง ส่วนที่เป็นเครื่องจักรคงไว้เดิม แต่โยกคนมาเทรน ทำมัลติสกิน 1 คนทำได้หลายอย่าง ใช้เวลาเทรน 2 เดือน จากที่รู้ล่วงหน้า 3 เดือน ก็โยกงานกันทัน”

ทั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฝ่าวิกฤตโลกด้วย 3 Rs ของบริษัท คือ relief การบรรเทา ให้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยทำโอทีน้อยลง ควบคุมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง reform ปฏิรูป โยกย้ายงาน เรียนรู้งานใหม่ ทั้งองค์กร รวมถึงผู้บริหาร ซึ่งการย้ายงานทำให้เกิดบรรยากาศคึกคัก และทำสำนักงานไร้กระดาษ recovery ฟื้นฟู โดยการมุ่งเน้นหาลูกค้าตลาดใหม่ เมื่อทำแล้วทำให้ได้ลูกค้าใหม่หลายเจ้า

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: