ทำไมเศรษฐกิจไทย จึงเป็นตัวดับเบิลยู

520905101308315เท่าที่ได้ฟัง ได้อ่านมา นักวิชาการ นักการตลาด และแม้กระทั่งนักการเมืองเอง ทุกวันนี้ ยังไม่กล้าฟันธงกันเลยว่า สรุปแล้วว่าเศรษฐกิจไทยจะมีลักษณะความเป็นไปบนกราฟเส้นอย่างไร

บ้างก็ว่าเป็นตัววี บ้างก็ว่าเป็นยู แต่เพิ่งจะได้ยินได้ฟัง ทฤษฎีตัวดับเบิลยู ก็คราวที่ได้ฟัง สุรช ล่ำซำ กรรมการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ เล่าให้ฟังว่า จากเมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจประเทศไทยดิ่งลงเหวตามเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศหลักที่ไทยส่งออกสินค้าต่างๆ ไปจำหน่าย เมื่อเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าตกต่ำก็ไม่มีเงินซื้อสินค้าจากประเทศไทย ผลก็คือไม่มีเงินหมุนเข้ามาในประเทศ

การท่องเที่ยว ที่ถือเป็นรายได้หลักก็หดหายไปกับภาวะเศรษฐกิจ แต่ที่ร้าย ไปกว่านั้นคือ ปัญหาการเมืองที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเห็นว่าประเทศไทยไม่ปลอดภัยต่อการเดินทางท่องเที่ยวอีกต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การท่องเที่ยว ภายในประเทศไทยที่เคยคึกคักไปด้วยชาวต่างชาติ กลับเงียบเหงาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

มาจนเข้าไตรมาส 3 มีสัญญาณหลายอย่างระบุว่าเศรษฐกิจที่ว่าตกแล้วดำดิ่งถึงจุดต่ำสุดไปแล้ว ดังนั้นมันกำลังทะยานขึ้น พลอยทำให้ภาวะเศรษฐกิจไทยดูสดใสขึ้น ประกอบรัฐบาลเริ่มมีความนิ่งมากขึ้น อย่างน้อยก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา รวมไปถึงนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่พร้อมจะเอาเงินเข้ามาลงทุนผ่านระบบต่างๆ เช่น การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ และเริ่มมียอดการสั่งซื้อมาจากต่างประเทศที่หยุดไป ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มออกมาจับจ่ายบ้างแล้วหลังจากชะลอไปถึงครึ่งปี

ส่งผลให้มีคำถามตามมาว่า เศรษฐกิจไทยกำลังทะยานขึ้นแล้วจริงหรือ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่บอกว่าเริ่มทะยานขึ้นแล้ว ส่วนจะเป็นตัวยู หรือตัววี ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด แต่สุรชบอกว่าน่าจะเป็นตัวดับเบิลยูมากกว่า คือ เศรษฐกิจไทยตอนนี้กำลังทะยานขึ้นจริง แต่จะเป็นการทะยานขึ้นในระยะสั้นจากนั้นก็จะตกลงอีก และจะตกลงในระดับเท่าเดิม

ทั้งนี้ เป็นเพราะ 1.สถานภาพทางการเมืองปัจจุบันยังไม่นิ่งเพียงพอ รัฐบาลยังไม่มีเสถียรภาพ 2.นโยบายและงบต่างๆ ที่รัฐบาลประกาศว่าจะลงทุนนั้นเป็นเพียงแค่การทำให้ประชาชนรู้สึกดีขึ้น เป็นภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในทางจิตวิทยา ทำให้ ผู้บริโภคออกมาจับจ่ายสินค้า หลังจากอัดอั้นมานาน แต่กว่าที่เงินที่รัฐบาลประกาศว่าจะลงทุนจะเกิดขึ้นจริงยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะเลยทีเดียว

สำหรับรายได้ที่มองว่าจะมี คือ จากการส่งออก แต่ปัจจุบันสินค้าที่จะส่งออกของไทยกลับแข่งขันได้น้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ดังนั้นเม็ดเงินที่คาดว่าจะกลับมาอาจจะได้ไม่ตามเป้าที่วางไว้ ส่วนการเป็นฐานการส่งออก เช่น รถยนต์ แม้จะมีการเพิ่มกำลังการผลิตแต่ก็ไม่ได้มากมายนัก ประกอบกับไม่มีการลงทุนใหม่ๆ ในประเทศเพราะปัญหาการเมือง โดยเฉพาะการปิดสนามบินถือเป็นเรื่องร้ายแรงเสียจนทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าที่จะลงทุนใหม่ๆ ในประเทศไทย และย้ายไปลงทุนที่ประเทศอื่นๆ ได้ ปัญหาเรื่องการส่งออก และการลงทุน ทำให้ประเทศไทยไม่มีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นเลย

สรุปก็คือ เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามคาดหมาย เศรษฐกิจไทยที่ว่าจะดีขึ้นก็จะดำดิ่งลงอีก หากมีปัญหาการเมืองมาสำทับอีกด้วย ก็จะกลายเป็นการตกลงอีกรอบของเศรษฐกิจไทย โดยกว่าจะฟื้นตัวขึ้นได้คงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 ปี เพราะประชาชนไทยต้องหาทางปรับตัวเพื่อการแข่งขันทางด้านการส่งออก และรอให้กลุ่มทุนต่างชาติมั่นใจในสถานภาพทางการเมืองไทยจนกล้ากลับมาลงทุนอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนผู้ประกอบการ หรือประชาชนคนทั่วไปจะรับมือกับวิกฤตรอบใหม่ได้อย่างไรนั้น สิ่งแรกที่สุรชบอก คือ เราจะต้องไม่โลภ อย่าใช้จ่ายเกินตัว ทำหน้าที่ที่เราทำอยู่ให้ดีที่สุด ถ้าสามารถทำเพิ่มได้ก็ควรทำเพื่อหารายได้เสริม ตัด หยุด ชะลอ การดำเนินงานที่ไม่ก่อให้เกิดผลกำไรออก มองหาจุดแข็งของตัวเองแล้วนำมันออกมาใช้ให้ดีที่สุดในภาวะที่ยากลำบากเพื่อเราจะได้ต่อสู้และฝ่าฟันเวลาวิกฤตนี้ไปได้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: