ซอฟต์แวร์ไทยไปนอก โอกาสใหม่ผู้ประกอบการไทย

520826100209801

ไม่เพียงแต่ตลาดในประเทศเท่านั้น ที่เป็นโอกาสสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ซอฟต์แวร์ไทย เพราะปัจจุบันซอฟต์แวร์ไทยเริ่มได้รับการยอมรับจากต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน (เอาต์ซอร์สซิง) มายังผู้ประกอบการไทยมากขึ้น

การจ้างงานดังกล่าวมีทั้ง การนำงานเข้ามาในประเทศไทยและการจ้าง ผู้ประกอบการไทยให้ไปวางระบบ หรือ ติดตั้งซอฟต์แวร์ในต่างประเทศ ส่งผลให้ตลาดต่างประเทศกำลังเป็นโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย ที่จะมีโอกาสเจาะเข้าไปและสร้างรายได้ให้กับบริษัทตัวเอง รวมทั้งรายได้กลับเข้าประเทศมากขึ้นตามมาด้วย

ผู้ประกอบการรวมตัวเปิดตลาดใหม่

ที่ผ่านมาได้มีผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทย 8 ราย คือ เอ็มเอฟอีซี ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เอสเอสซี โซลูชั่น ให้บริการด้านกรีน ซอฟต์แวร์ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เอไอซอฟท์ บริการด้านโซลูชันเพื่อการท่องเที่ยว ทีมเวิร์ค โซลูชั่น ผู้ผลิตซอฟต์แวร์เพื่อการ บริหารองค์กร พรอมท์นาว ผู้ผลิตเกมบนโทรศัพท์มือถือและโมบาย แอพพลิเคชัน ไทยเควสท์ ให้บริการเสิร์ชเอนจิน สุวิเทค ให้บริการด้านโทรคมนาคม และไอซ์ โซลูชั่น ให้บริการโอเพนซอร์สและระบบปฏิบัติ การลีนุกซ์ ไปชิมลางเอาต์ซอร์สให้กับตลาดใหญ่ในยุโรปที่มีมูลค่าการเอาต์ซอร์สสูง มากกว่า 230 ล้านยูโรต่อปีมาแล้ว

ขณะที่ผู้ประกอบการอีกกลุ่มให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียน โดยเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย มุ่งเจาะบริการใน 3 กลุ่มหลัก คือ ประกัน การเงิน และก่อสร้าง

กิตตินันท์ อนุพันธ์ อุปนายกสมาคมส่งเสริมการส่งออก อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ไทย (TSEP) กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของซอฟต์แวร์ไทยในการไปเปิดตลาดต่างประเทศนั้น เกิดจากการรวมตัวระหว่าง ผู้ประกอบการเอง ซึ่งในสมาคมมีอยู่ประมาณ 30 ราย แล้วเดินทางไปยังประเทศที่ต้องการเพื่อดูความเป็นไปได้ ซึ่งทางทีเซ็ปเริ่มจากประเทศเวียดนาม เพราะมีความต้องการที่ใกล้เคียง และเปิดรับผู้ประกอบการไทยค่อนข้างสูงหากเทียบกับประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ หลังจากพบตลาดที่เป็นไปได้ใน 3 กลุ่มดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยจึงรวมตัวกัน และจัดตั้งสำนักงานในกรุงโฮจิมินห์ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดต่อและสามารถให้บริการบริษัทต่างๆ ในเวียดนามได้ทันที โดยสมาคมได้เข้าไปเจาะตลาดเวียดนามมา 2 ปีแล้ว และสามารถสร้างมูลค่าการซื้อขายได้ 400 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดตลาดใหม่ในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเพิ่มอีก

มุ่งเจาะตลาดเอสเอ็มอี

การไปเปิดตลาดครั้งนี้จะมุ่งไปที่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นหลัก เพราะ ผู้ประกอบการไทยที่เป็นเอสเอ็มอีเหมือนกัน จะมีความเข้าใจในความต้องการมากกว่าการมุ่งเน้นแข่งขันกับบริษัทผู้ผลิต ซอฟต์แวร์ระดับโลก ซึ่งเชี่ยวชาญใน สเกลระดับใหญ่ที่ผู้ประกอบการไทยสู้ไม่ได้ โดยการมุ่งตลาดเอสเอ็มอีจะทำให้เข้าถึง ได้ง่ายกว่า และสามารถปรับเปลี่ยนให้ เข้ากับความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุดมากกว่าด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของผู้ประกอบการไทยที่พบคือ ลูกค้ายังคงเชื่อมั่นใน ผู้ผลิตรายใหญ่ที่เป็นที่รู้จักในระดับสากล หรือมีความเป็นอินเตอร์แบรนด์มากกว่า ที่จะเลือกใช้บริการของซอฟต์แวร์ไทย แม้ราคาของซอฟต์แวร์ไทยจะถูกกว่าหลายเท่าก็ตาม รวมทั้งไทยยังขาดเรื่องนวัตกรรมและแอพพลิเคชันใหม่ๆ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงต้องพยายามหา จุดต่าง และมุ่งเจาะไปยังกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆ มากกว่าที่จะเปิดตลาดแบบหว่านในวงกว้าง ซึ่งไม่ส่งผลดี

ภาครัฐร่วมมือหนุนจริงจัง

กิตตินันท์ กล่าวว่า ระยะหลังๆ ภาครัฐเริ่มเห็นความสำคัญในเรื่องนี้มากขึ้น โดยล่าสุดได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการส่งออก และสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) ทั้งในเรื่องงบประมาณ การประสานงานระหว่างรัฐบาล การหาแหล่งตลาดผู้ซื้อ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการไทยทำงานได้ง่ายขึ้น หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมาต้องดำเนินการ กันเอง

การที่ภาครัฐเห็นความสำคัญของซอฟต์แวร์ไทยมากขึ้นนั้น จะช่วยให้ซอฟต์แวร์ไทยได้รับการพัฒนามากขึ้น ทั้งในเรื่องแอพพลิเคชันและด้านนวัตกรรม ที่ตรงกับความต้องการของตลาด เพราะ ที่ผ่านมาถือเป็นจุดที่ทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งต่างชาติ แม้ว่าจะมีราคาถูกกว่า ก็ตาม

นิรชราภา ทองธรรมชาติ รอง ผู้อำนวยการการตลาดต่างประเทศ ซิป้า กล่าวว่า ซิป้าจะให้ความช่วยเหลือใน เรื่องการจัดหาบริษัทที่ปรึกษาเข้ามาให้ คำแนะนำในการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อให้ ผู้ประกอบการมีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงประเทศที่มีความเป็นไปได้ที่จะไปเปิดตลาดใหม่ๆ

การเปิดตลาดซอฟต์แวร์ไปยังต่างประเทศมากขึ้น จะช่วยให้เพิ่มสัดส่วน การส่งออกของไทยให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน ที่มีมูลค่าเพียง 6,000 ล้านบาท เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย ที่มีมูลค่าการส่งออกกว่า 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายซอฟต์แวร์ในประเทศ มีสัดส่วนเพียง 20% ของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์รวม 5.7 หมื่นล้านบาท

ปัจจุบันการดำเนินงานด้านการตลาดต่างประเทศของซิป้า สามารถสร้างเม็ดเงินกลับเข้าประเทศได้ประมาณ 2,293 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีเม็ดเงิน 488 ล้านบาท แบ่งเป็น ดิจิตอล คอนเทนต์ 48.6% ซอฟต์แวร์เพื่อการลงทุนขนาดใหญ่ 39.6% และซอฟต์แวร์ฝังตัวในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 12.8% รวมทั้งสามารถจับคู่ธุรกิจได้ 870 บริษัท จากปี ที่แล้วที่ได้ประมาณ 552 บริษัท

เช่นเดียวกับ ชิต เหล่าวัฒนา ผู้อำนวยการโปรแกรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ระบุว่า ทางสวทช.ได้เข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยให้สามารถเข้าสู่ อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (เอชดีดี) ได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของความรู้ด้านเทคโนโลยีและสถาบันการเงิน

การหันมาส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยอย่างจริงจังนั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมเอชดีดี มีมูลค่าการส่งออกรวมทั่วโลกปีละ 5 แสนล้านบาท แต่การจ้างงานส่วนใหญ่ตกเป็นของประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน ทั้งๆ ที่ไทยมีความสามารถในการผลิตเพื่อการส่งออกเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากได้รับการสนับสนุนถูกทาง คาดว่าประเทศไทยจะมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นในตลาดโลกเป็น 7.5 หมื่นล้านบาท ภายใน 3 ปี จากปัจจุบันที่มีอยู่ 10% หรือ 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

แม้ขณะนี้การเข้าไปเปิดตลาดต่างประเทศของซอฟต์แวร์ไทยยังเป็นเพียงมูลค่า เล็กๆ หากเทียบกับตลาดรวมทั้งหมด แต่นับเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้ประกอบการไทยที่ได้มีโอกาสเข้าไปเจาะตลาด และได้รับการยอมรับมากขึ้น ท่ามกลางคู่แข่งตัว ฉกาจอย่างประเทศใหญ่ๆ

คงจะดีมากขึ้นไปอีก หากภาครัฐจะหันมาเห็นความสำคัญและให้การส่งเสริมในระยะยาว เพื่อผลักดันซอฟต์แวร์ไทยได้ไปปักหมุดในเวทีโลกอย่างแท้จริง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.ksmecare.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: