ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ศก.ญี่ปุ่นเริ่มฟื้น ผลดีต่อการค้าและการลงทุนของไทย

520826095742817ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ญี่ปุ่นได้ผ่านพ้นช่วงภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจมาแล้ว

การจ้างงานดังกล่าวมีทั้ง การนำงานเข้ามาในประเทศไทยและการจ้าง ผู้ประกอบการไทยให้ไปวางระบบ หรือ ติดตั้งซอฟต์แวร์ในต่างประเทศ ส่งผลให้ตลาดต่างประเทศกำลังเป็นโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย ที่จะมีโอกาสเจาะเข้าไปและสร้างรายได้ให้กับบริษัทตัวเอง รวมทั้งรายได้กลับเข้าประเทศมากขึ้นตามมาด้วย

ผู้ประกอบการรวมตัวเปิดตลาดใหม่

ที่ผ่านมาได้มีผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทย 8 ราย คือ เอ็มเอฟอีซี ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เอสเอสซี โซลูชั่น ให้บริการด้านกรีน ซอฟต์แวร์ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เอไอซอฟท์ บริการด้านโซลูชันเพื่อการท่องเที่ยว ทีมเวิร์ค โซลูชั่น ผู้ผลิตซอฟต์แวร์เพื่อการ บริหารองค์กร พรอมท์นาว ผู้ผลิตเกมบนโทรศัพท์มือถือและโมบาย แอพพลิเคชัน ไทยเควสท์ ให้บริการเสิร์ชเอนจิน สุวิเทค ให้บริการด้านโทรคมนาคม และไอซ์ โซลูชั่น ให้บริการโอเพนซอร์สและระบบปฏิบัติ การลีนุกซ์ ไปชิมลางเอาต์ซอร์สให้กับตลาดใหญ่ในยุโรปที่มีมูลค่าการเอาต์ซอร์สสูง มากกว่า 230 ล้านยูโรต่อปีมาแล้ว

ขณะที่ผู้ประกอบการอีกกลุ่มให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียน โดยเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย มุ่งเจาะบริการใน 3 กลุ่มหลัก คือ ประกัน การเงิน และก่อสร้าง

กิตตินันท์ อนุพันธ์ อุปนายกสมาคมส่งเสริมการส่งออก อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ไทย (TSEP) กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของซอฟต์แวร์ไทยในการไปเปิดตลาดต่างประเทศนั้น เกิดจากการรวมตัวระหว่าง ผู้ประกอบการเอง ซึ่งในสมาคมมีอยู่ประมาณ 30 ราย แล้วเดินทางไปยังประเทศที่ต้องการเพื่อดูความเป็นไปได้ ซึ่งทางทีเซ็ปเริ่มจากประเทศเวียดนาม เพราะมีความต้องการที่ใกล้เคียง และเปิดรับผู้ประกอบการไทยค่อนข้างสูงหากเทียบกับประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ หลังจากพบตลาดที่เป็นไปได้ใน 3 กลุ่มดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยจึงรวมตัวกัน และจัดตั้งสำนักงานในกรุงโฮจิมินห์ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดต่อและสามารถให้บริการบริษัทต่างๆ ในเวียดนามได้ทันที โดยสมาคมได้เข้าไปเจาะตลาดเวียดนามมา 2 ปีแล้ว และสามารถสร้างมูลค่าการซื้อขายได้ 400 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดตลาดใหม่ในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเพิ่มอีก

มุ่งเจาะตลาดเอสเอ็มอี

การไปเปิดตลาดครั้งนี้จะมุ่งไปที่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นหลัก เพราะ ผู้ประกอบการไทยที่เป็นเอสเอ็มอีเหมือนกัน จะมีความเข้าใจในความต้องการมากกว่าการมุ่งเน้นแข่งขันกับบริษัทผู้ผลิต ซอฟต์แวร์ระดับโลก ซึ่งเชี่ยวชาญใน สเกลระดับใหญ่ที่ผู้ประกอบการไทยสู้ไม่ได้ โดยการมุ่งตลาดเอสเอ็มอีจะทำให้เข้าถึง ได้ง่ายกว่า และสามารถปรับเปลี่ยนให้ เข้ากับความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุดมากกว่าด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของผู้ประกอบการไทยที่พบคือ ลูกค้ายังคงเชื่อมั่นใน ผู้ผลิตรายใหญ่ที่เป็นที่รู้จักในระดับสากล หรือมีความเป็นอินเตอร์แบรนด์มากกว่า ที่จะเลือกใช้บริการของซอฟต์แวร์ไทย แม้ราคาของซอฟต์แวร์ไทยจะถูกกว่าหลายเท่าก็ตาม รวมทั้งไทยยังขาดเรื่องนวัตกรรมและแอพพลิเคชันใหม่ๆ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงต้องพยายามหา จุดต่าง และมุ่งเจาะไปยังกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆ มากกว่าที่จะเปิดตลาดแบบหว่านในวงกว้าง ซึ่งไม่ส่งผลดี

ภาครัฐร่วมมือหนุนจริงจัง

กิตตินันท์ กล่าวว่า ระยะหลังๆ ภาครัฐเริ่มเห็นความสำคัญในเรื่องนี้มากขึ้น โดยล่าสุดได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการส่งออก และสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) ทั้งในเรื่องงบประมาณ การประสานงานระหว่างรัฐบาล การหาแหล่งตลาดผู้ซื้อ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการไทยทำงานได้ง่ายขึ้น หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมาต้องดำเนินการ กันเอง

การที่ภาครัฐเห็นความสำคัญของซอฟต์แวร์ไทยมากขึ้นนั้น จะช่วยให้ซอฟต์แวร์ไทยได้รับการพัฒนามากขึ้น ทั้งในเรื่องแอพพลิเคชันและด้านนวัตกรรม ที่ตรงกับความต้องการของตลาด เพราะ ที่ผ่านมาถือเป็นจุดที่ทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งต่างชาติ แม้ว่าจะมีราคาถูกกว่า ก็ตาม

นิรชราภา ทองธรรมชาติ รอง ผู้อำนวยการการตลาดต่างประเทศ ซิป้า กล่าวว่า ซิป้าจะให้ความช่วยเหลือใน เรื่องการจัดหาบริษัทที่ปรึกษาเข้ามาให้ คำแนะนำในการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อให้ ผู้ประกอบการมีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงประเทศที่มีความเป็นไปได้ที่จะไปเปิดตลาดใหม่ๆ

การเปิดตลาดซอฟต์แวร์ไปยังต่างประเทศมากขึ้น จะช่วยให้เพิ่มสัดส่วน การส่งออกของไทยให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน ที่มีมูลค่าเพียง 6,000 ล้านบาท เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย ที่มีมูลค่าการส่งออกกว่า 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายซอฟต์แวร์ในประเทศ มีสัดส่วนเพียง 20% ของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์รวม 5.7 หมื่นล้านบาท

ปัจจุบันการดำเนินงานด้านการตลาดต่างประเทศของซิป้า สามารถสร้างเม็ดเงินกลับเข้าประเทศได้ประมาณ 2,293 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีเม็ดเงิน 488 ล้านบาท แบ่งเป็น ดิจิตอล คอนเทนต์ 48.6% ซอฟต์แวร์เพื่อการลงทุนขนาดใหญ่ 39.6% และซอฟต์แวร์ฝังตัวในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 12.8% รวมทั้งสามารถจับคู่ธุรกิจได้ 870 บริษัท จากปี ที่แล้วที่ได้ประมาณ 552 บริษัท

เช่นเดียวกับ ชิต เหล่าวัฒนา ผู้อำนวยการโปรแกรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ระบุว่า ทางสวทช.ได้เข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยให้สามารถเข้าสู่ อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (เอชดีดี) ได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของความรู้ด้านเทคโนโลยีและสถาบันการเงิน

การหันมาส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยอย่างจริงจังนั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมเอชดีดี มีมูลค่าการส่งออกรวมทั่วโลกปีละ 5 แสนล้านบาท แต่การจ้างงานส่วนใหญ่ตกเป็นของประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน ทั้งๆ ที่ไทยมีความสามารถในการผลิตเพื่อการส่งออกเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากได้รับการสนับสนุนถูกทาง คาดว่าประเทศไทยจะมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นในตลาดโลกเป็น 7.5 หมื่นล้านบาท ภายใน 3 ปี จากปัจจุบันที่มีอยู่ 10% หรือ 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

แม้ขณะนี้การเข้าไปเปิดตลาดต่างประเทศของซอฟต์แวร์ไทยยังเป็นเพียงมูลค่า เล็กๆ หากเทียบกับตลาดรวมทั้งหมด แต่นับเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้ประกอบการไทยที่ได้มีโอกาสเข้าไปเจาะตลาด และได้รับการยอมรับมากขึ้น ท่ามกลางคู่แข่งตัว ฉกาจอย่างประเทศใหญ่ๆ

คงจะดีมากขึ้นไปอีก หากภาครัฐจะหันมาเห็นความสำคัญและให้การส่งเสริมในระยะยาว เพื่อผลักดันซอฟต์แวร์ไทยได้ไปปักหมุดในเวทีโลกอย่างแท้จริง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ญี่ปุ่นได้ผ่านพ้นช่วงภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจมาแล้ว

โดยสถิติจากสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยว่า จีดีพีในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ของญี่ปุ่นขยายตัวร้อยละ 3.7 จากช่วงเดียวกันของปี 2551 เมื่อเทียบรายปี   (q-o-q annualized) และเติบโตร้อยละ 0.9 จากไตรมาสก่อนหน้า (q-o-q) ซึ่งกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า มูลค่าการส่งออกของญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 4.6 ล้านล้านเยน ยังคงลดลงกว่าร้อยละ 35 (y-o-y) แต่อัตราหดตัวชะลอลง

เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่วนมูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 4.1 ล้านล้านเยน อัตราหดตัวชะลอลงเช่นเดียวกันเหลือร้อยละ 41 (y-o-y) ส่งผลให้ญี่ปุ่นได้เปรียบดุลการค้ากับต่างประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 20 เดือน ทั้งนี้ เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวจากดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมใน เดือนมิถุนายนอยู่ที่ระดับ 81 จุด เทียบกับในเดือนพฤษภาคมในระดับ 79.1 จุด ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคภาคครัวเรือนล่าสุดในเดือนกรกฎาคมทะลุ 39 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 1.8 จุด แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ทุ่มงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 25 ล้านล้านเยน (2.62 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) แต่ญี่ปุ่นยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะการว่างงานที่เพิ่มขึ้นติดต่อ กัน 6 เดือน (ม.ค-มิ.ย.) นอกจากนี้ เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มที่นำไปสู่ภาวะเงินฝืด

เนื่องจากดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 โดยในเดือนมิถุนายนลดลงร้อยละ 1.8 ขณะที่ดัชนียอดค้าปลีกในเดือนเดียวกันลดลงร้อยละ 0.3 สะท้อนถึงกำลังการใช้จ่ายของผู้บริโภคภายในประเทศที่ยังคงอ่อนตัวเนื่องจาก อัตราการว่างงานพุ่งขึ้นสูงทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันอยู่ที่ระดับร้อยละ 0.1 เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศให้ฟื้นตัวดีขึ้น

โดยรายงานจาก Focus Economics Consensus ในเดือนสิงหาคมคาดการณ์ว่า ในปี 2552 ญี่ปุ่นน่ามีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงร้อยละ 6.4 และคาดว่าน่าจะขยายตัวร้อยละ 1.4 ในปี 2553 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ภาวะการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) รวมถึงทิศทางการค้าและการลงทุนของไทย-ญี่ปุ่นในช่วงที่เหลือของปีนี้ดังนี้

ด้านการค้า ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกกดดันให้การค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่นชะลอลงในปี 2552 โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2552 (ม.ค.-ก.ค. 2552) มูลค่าการค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่นรวม 20,744 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ลดลงกว่าร้อยละ 34 (y-o-y) มูลค่าการส่งออกราว 8,471 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หดตัวร้อยละ 28.09 (y-o-y) และมูลค่านำเข้าสินค้าทั้งสิ้น 12,273 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ลดลงเกือบร้อยละ 38   (y-o-y)

ทั้งนี้ สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปญี่ปุ่นที่หดตัวได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม ผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และยางพารา อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า มีเพียงการส่งออกสินค้าไก่แปรรูปที่ยังคงขยายตัว ส่วนการนำเข้าหลักของไทยจากญี่ปุ่นหดตัวทั้งหมดซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าใน กลุ่มอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า การค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่นน่าจะกระเตื้องขึ้นตามภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โลกและทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ส่งสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดจากการส่งออกจากไทยไปญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นโดยขยาย ตัวเกือบร้อยละ 5 ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา (m-o-m) อีกทั้งยังมีปัจจัยสนับสนุนจากความตกลง FTA อาเซียน-ญี่ปุ่นในการเปิดเสรีการค้าสินค้า

โดยสินค้าส่งออกจากไทยไปญี่ปุ่นที่คาดว่าจะขยายตัวดีขึ้นได้แก่ สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปโดยเฉพาะไก่แปรรูป และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ส่วนสินค้าส่งออกของไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้ายานยนต์และส่วนประกอบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านการลงทุน  จำนวนและมูลค่าโครงการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยลดลงในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ เนื่องจากญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลทำให้เศรษฐกิจ ญี่ปุ่นทรุดตัวอย่างหนักในปีที่ผ่านมา โดยจำนวนโครงการการลงทุนของญี่ปุ่นที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทย 130 โครงการ ลดลงร้อยละ 30.8 (y-o-y) และมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 30.2 พันล้านบาท ลดลงกว่าร้อยละ 20 (y-o-y) เทียบกับในช่วงเดียวกันของปี 2551 มูลค่า 37.8 พันล้านบาท สาขาลงทุนที่นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยส่วนใหญ่ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมโลหะและเครื่องจักร อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และกระดาษ และอุตสาหกรรมภาคบริการ

สำหรับแนวโน้มการลงทุนของญี่ปุ่นในไทย คาดว่าคาดว่าโครงการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือ ของปีนี้เนื่องจากญี่ปุ่นได้ผ่านพ้นภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจไปแล้ว และเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยสาขาการลงทุนที่คาดว่านักลงทุนญี่ปุ่นน่าจะเข้ามาขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น ในไทยได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานตามแนวโน้มการเติบโตของอุปสงค์ในตลาด และนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานทางเลือกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของ ทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นและไทย

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่นสามารถใช้ไทยเป็น ฐานการผลิตเพื่อป้อนสินค้ากลับสู่ญี่ปุ่น โดยนักลงทุนญี่ปุ่นสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลง JTEPA และความตกลง FTA อาเซียน-ญี่ปุ่นในด้านลด/ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยกลับเข้าไปในญี่ปุ่น รวมถึงการลงทุนในส่วนของอุตสาหกรรมภาคบริการในประเทศไทยซึ่งมีแนวโน้มการ เติบโตมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนธุรกิจการขนส่ง ค้าปลีก การก่อสร้างและการเงินประกันภัย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองของไทยที่ยังไม่มีความแน่นอนและไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ใหม่ 2009 อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจของนักลงทุนญี่ปุ่นให้ชะลอการ ลงทุนในไทยได้เช่นกัน อีกทั้งยังมีปัจจัยลบจากราคาน้ำมันที่มีทิศทางขาขึ้น

ส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าและค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับชาติอาเซียน อื่นๆ ส่วนปัจจัยทางการเมืองของญี่ปุ่นที่ภาคธุรกิจไทยควรจับตามองคือกำหนดการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ในวันที่ 30 สิงหาคม 2552 ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองและผู้นำประเทศของญี่ปุ่นที่จะก้าวขึ้นมาบริ หารประเทศคนต่อไปจะส่งผลต่อประเทศไทยทั้งในด้านการค้าและการลงทุน เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศคู่ค้าและประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยเป็นอันดับ ที่ 1

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: