ปรับทิศแก้เศรษฐกิจก่อนสาย

520810101417549นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้บริหารส่วนกลยุทธ์นโยบายการเงิน สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า

วิกฤตเศรษฐกิจโลกซึ่งมีต้นตอจากสหรัฐครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชียและไทยมาก  เนื่องจากไทยและเอเชียเป็นกลุ่มประเทศที่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ในแง่การส่งออกมาก เพราะพึ่งพาการบริโภคจากสหรัฐเป็นตลาดหลักในการส่งออก และการที่สหรัฐใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกมาก สินค้า เช่น การผลิตฮาร์ดดิสก์ เทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ ยิ่งทำให้ผลกระทบต่อไทยค่อนข้างรุนแรง เกิดการตกงานจำนวนมาก และจีดีพีไตรมาสแรกปีนี้หดตัวถึง 7.1%

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐปรับดีขึ้น ราคาบ้าน ยอดขายสินค้า รถยนต์ การตกงาน ลดลงจากเดือนละ 6 แสนคน เหลือเดือนละ 4 แสนคน เสมือนเลือดหยุดไหลแล้ว 20060สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่เริ่มเห็นข้อมูลหลายตัวไม่หดตัวลงไปมากเหมือนก่อน ซึ่งน่าจะสะท้อนจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยได้แล้ว

แต่ปัญหาคือ ภาวการณ์เช่นนี้จะเป็นไปได้นานแค่ไหน จะฟื้นตัวได้จริงหรือไม่ หรือถ้าฟื้นเศรษฐกิจไทยจะเข้มแข็ง แค่ไหนยังต้องติดตาม เนื่องจากไทย พึ่งการส่งออกมากคิดเป็น 70% ของ จีดีพี แต่ถ้าสหรัฐจะฟื้นอาจต้องปรับ พฤติกรรมการบริโภคการใช้จ่ายลง จากเดิมที่เคยใช้เงินในอนาคต มีหนี้ต่อหัวสูงหลายเท่าของรายได้ อาจจะเปลี่ยนเป็นบริโภคเท่าที่มี

ปัจจัยนี้อาจทำให้สหรัฐและโลกฟื้น แต่เศรษฐกิจไทยฟื้นได้ไม่เท่าเดิม เพราะส่งออกได้น้อยลงจากการที่สหรัฐลดการบริโภค ภาวะนี้ไทยจำเป็นต้องหาแนวทางในการเติบโตใหม่แทนการพึ่งส่งออกด้วย

นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า ภาวะนี้การกระตุ้นของรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญที่จะมาชดเชยการส่งออกและการบริโภคภายในที่ลดลง

ที่ผ่านมารัฐดำเนินนโยบายการแก้ปัญหาได้ถูกต้องตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ มีการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหภาคโดยภาพรวม ซึ่งมีทั้งมาตรการระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งก็ได้ผลระดับหนึ่งและช่วยฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาได้บ้าง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทดแทนการหดตัวจากการส่งออกได้ เพราะรัฐบาลยังขาดการมองและแก้ปัญหาในแต่ละจุดที่สาหัส ทำให้ไม่เห็นการฟื้นหรือบรรเทาอาการได้ชัดเจนนัก

ที่สำคัญการแก้ปัญหายังมุ่งจัดการแค่ปัญหาระยะสั้น ขาดยุทธศาสตร์การวางแผนในระยะยาวว่าเศรษฐกิจไทยควรเดินไปทางไหน

การส่งออกที่ถูกไฟโหมหนักกระทบรุนแรง ก็ยังไม่มีมาตรการออกมาช่วยเหลือชัดเจน การท่องเที่ยวที่แย่ก็ไม่มีมาตรการมาช่วยได้ทันการณ์ เช่น การกระตุ้นท่องเที่ยว รัฐบาลช่วยลดภาษีการจัดอบรมสัมมนาให้ ลดค่าวีซ่าเข้าประเทศ ลดค่าจอดเครื่องบินให้ แต่มันอาจจะยังไม่พอบรรเทาผลกระทบที่ไทยได้รับจากการที่นักท่องเที่ยวไม่เที่ยว จากปัญหาไข้หวัด 2009 เป็นต้น

ในการแก้ไขปัญหารัฐบาลควรมุ่งแก้ปัญหาในแง่จุลภาคมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องออกมาตรการใหม่มาเพิ่ม แต่ต้องเร่งทำและการเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามแผนตามมาตรการที่วางไว้ก็พอแล้ว หลังจากที่ผ่านมาได้ทำการแก้ปัญหาภาพรวมไปพอสมควรแล้ว

“ถ้ารัฐบาลมองและแก้ปัญหาใน จุลภาคให้มากขึ้น การแก้ปัญหาน่าจะฟื้นเร็วขึ้น เช่น โครงการลงทุนไทยเข้มแข็งที่ออกมาแล้วก็เร่งทำให้เกิดขึ้น เพราะเอกชนพร้อมจะลงทุนตามอยู่แล้ว แต่การพูดวันนี้โครงการจะเกิดก็คงปีหน้า เอกชนจึงยังไม่กล้าขยับ หรือการลงทุนของ แม็คโคร โลตัส ต่างชาติก็พร้อมจะมาลงทุน แต่ติดปัญหาผังเมือง ซึ่งเป็นปัญหาในทางปฏิบัติที่รัฐบาลยังไม่ได้แก้ไข” นายกอบศักดิ์ กล่าว

นายกอบศักดิ์ ยังเสนอว่า ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เหลือหลังจากนี้ หรือ 1-2 ปีข้างหน้านี้ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ ออกจากวิกฤตแล้ว รัฐบาลจำเป็นต้องมองถึงปัญหาว่าไทยจะอยู่อย่างไร จะปรับตัวรับมือกับการแข่งขันได้อย่างไร ในภาวะที่ประเทศอื่นๆ ปรับตัวลดต้นทุนการผลิตไปก่อนพร้อมที่จะแข่งขันรอบใหม่แล้ว

จึงเห็นว่าไทยควรหันมาปรับในแง่ประสิทธิภาพในการผลิต นวัตกรรมในการผลิต ลดต้นทุนโรงงาน เพิ่มบุคลากร แต่ที่ผ่านมานโยบายเหล่านี้ยังน่ากังวลต่อการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทย

“ส่วนช่วงเวลาที่เหลือรัฐบาลน่าจะเข้ามาแก้ปัญหาในแต่ละจุดให้มากขึ้น เพราะแก้ปัญหาในภาพรวมไปพอสมควรแล้ว ดังนั้นการเข้าไปช่วย ภาคธุรกิจด้วยการแก้ปัญหาเป็นจุดๆ ให้ จบไปในภาคที่ได้ผลกระทบมากน่าจะเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน เช่น ภาคส่งออก ภาคการท่องเที่ยว สินค้าเกษตร ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) คนตกงาน เพราะการวางกรอบภาพรวมก็ทำไปได้ดีแล้ว” นายกอบศักดิ์ แสดงความคิดเห็น

ด้านนางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) และที่ปรึกษาบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากตัวเลขคาดการณ์ของหน่วยงานต่างๆ ที่มองปีหน้าจีดีพีน่าจะฟื้นเป็นบวกหมด น่าจะสะท้อนจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่ภาวการณ์ตกงานน่าจะยังมีอยู่ เพราะธรรมชาติเศรษฐกิจต้องฟื้นไปพักหนึ่งก่อนค่อยจะส่งผลให้การจ้างงานค่อยๆ ลดลง และเพิ่มขึ้นใหม่

การดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาของรัฐบาลก็สามารถบรรเทาปัญหาไปได้บ้าง เช่น เบี้ยคนชรา การพยุงราคาสินค้าเกษตร การลดภาระค่าครองชีพ 5 มาตรการ 6 เดือน ซึ่งช่วยให้เห็นผลได้จากจีดีพีไตรมาส 2 ไม่แย่กว่าที่คาด

ส่วนการกระตุ้นระยะยาวตามโครงการการลงทุนระยะที่ 2 (SP2) ไทยยังมีปัญหาติดขัดเรื่องมุมมองทางด้านการมองที่ยังดูไม่ออกว่า เม็ดเงิน 1.43 ล้านล้านบาท จะออกมาได้จริงหรือไม่ เพราะไม่แน่ใจรัฐบาลจะอยู่ยาวหรือไม่

เพราะโครงการที่กล่าวมาว่าจะเกิดก็น่าจะ 1-2 ปี แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลเร่งจะทำให้เกิดใน 1-2 เดือน เหมือนเร่งรีบ จนทำให้น่าห่วง

สิ่งสำคัญ 3 ด้านที่อยากฝากให้รัฐทำในช่วงเวลาที่มี คือ

1.การผลิตบุคลากรเข้าสู่ระบบ การรักษาพยาบาลที่เราจะยกระดับเป็นฮับ แต่ยังขาดหมอและพยาบาล การจะเป็นฮับด้านอีโคคาร์ แต่เรายังขาดวิศวกรด้านนี้

2.การเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไทยเรามีทำเลที่ดีในการเป็นตัวศูนย์กลางเชื่อมภูมิภาคเอเชีย แต่โครงสร้างรองรับยังไม่พร้อม

3.การบริหารจัดการใช้ประโยชน์จากเงินสำรอง ซึ่งไม่ใช่การดึงมาใช้จ่าย แต่เป็นการเอามาลงทุนให้เกิดประโยชน์เพิ่ม หรือการปรับนโยบายค่าเงิน ที่ไทยควรปรับปรุงระบบตะกร้าเงิน ถ้าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนก็ควรจะปรับ เช่น หันมาถือครองเงินหยวน เงินเยน เงินออสซี ฯลฯ ไม่ใช่ยึดเงินเหรียญสหรัฐอย่างเดียว เพราะต่อไปค่าเงินเหรียญสหรัฐจะลดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ

ขณะที่นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยสายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB) เปิดเผยว่า สิ่งที่เศรษฐกิจต้องพึงระวังหลังจากนี้คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลจะต่อเนื่องหรือไม่ เพราะในช่วงปี 2552-2553 คงยังมีเม็ดเงินมากอยู่

แต่ปี 2555 หากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นกลับมารัฐบาลอาจจะไม่เหลือเม็ดเงินมา กระตุ้นอีก เพราะปัจจุบันรัฐบาลแต่ละประเทศต่างมีภาระงบประมาณสูงมาก สิ่งเหล่านี้ยังเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเมื่อไร เพียงแต่ปรับดีขึ้นบ้างเท่านั้น และที่สำคัญไทยยังไม่มียุทธศาสตร์การ พัฒนาระยะยาวที่ชัดเจนเลย แม้กระทั่งโครงการไทยเข้มแข็งเองก็ตาม

“ภาวะนี้สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำคือ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้ออกมาสู่ระบบจริงๆ เพราะที่ผ่านมางบประมาณผ่านมาตรการต่างๆ ออกมามีผลต่อการลงทุนน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการเบิกเพิ่มนำออกมาช่วยเหลือพยุงมากกว่า ทำให้ผลกระตุ้นไม่ต่อเนื่อง การช่วยคนตกงานก็ยังไม่ชัดเจน ทำให้ความเชื่อมั่นที่มีต่อโครงการยังไม่เพิ่มขึ้นมาอย่างชัดเจน” นายบันลือศักดิ์ กล่าว

ข้อคิดเห็นของนักเศรษฐกิจ การเงิน ทั้ง 3 คน ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ควรมองข้าม…หากต้องการฟื้นเศรษฐกิจประเทศ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่  www.ksmecare.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: