สวทช. เปิดตัว “iTAP Big Impact” ยกเครื่อง SME ไทย

520805095704499กระทรวงวิทย์ฯ ประกาศเปิดตัวโครงการ iTAP Big Impact โครงการใหญ่ ที่สร้างผลกระทบวงกว้างให้กับประเทศเพื่อมุ่งเพิ่มกำไรให้กับ SME

พร้อมช่วยประหยัดต้นทุนในการใช้พลังงานที่เห็นได้ผลชัดเจนทันที จากการยกระดับเทคโนโลยีในภาคการผลิตหลักที่สำคัญระดับมหภาคของประเทศ ได้แก่ การสีข้าว การเลี้ยงไก่ และการอบยางแผ่นรมควัน

โครงการ ‘iTAP Big Impact’ (ไอแทป บิ๊ก อิมแพค) ดำเนินงานโดยโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเพิ่มรายได้แก่กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างเร่งด่วน เห็นผลลัพธ์ได้จริงและชัดเจน รวมทั้งคาดว่าจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศจากการประหยัดการใช้พลังงานลงได้มากกว่า 21,000 ล้านบาท

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่าโครงการ iTAP Big Impact นี้ สามารถสร้างผลกระทบวงกว้างระดับประเทศ และสามารถที่จะวัดประโยชน์ที่ได้รับอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนได้จริงๆ ในทันทีซึ่งเห็นได้จากโครงการนำร่องที่ได้ดำเนินงานมาแล้ว และยิ่งในสภาพเศรษฐกิจที่บีบรัดเช่นนี้ เป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อให้ฝ่าวิกฤตไปได้ ซึ่งโครงการ iTAP Big Impact จะสามารถช่วยเหลือ SME ได้โดยทันที

ศ.ดร.ชัชนาถ เทพธรานนท์ ผู้ก่อตั้งโครงการ iTAP และรองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ภายใต้โครงการ iTAP Big Impact เราได้พัฒนาเทคนิคที่ง่ายต่อการดำเนินงานในการปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และสามารถจะนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันทีกับโรงสีข้าวกว่า 43,000 แห่ง ฟาร์มไก่ 64,000 แห่ง และเตาอบยางแผ่นรมควันอีก 660 แห่งทั่วประเทศ

ด้วยเทคนิควิศวกรรมซึ่งไม่ซับซ้อน เราสามารถเพิ่มกำไร 20% ให้กับเอสเอ็มอีโรงสีข้าวได้ โดยการให้คำปรึกษา ฝึกอบรมทางเทคนิคง่ายๆ แก่ผู้ประกอบการโรงสีข้าว เช่น ให้สามารถปรับระยะห่างระหว่างลูกยางกระเทาะข้าวให้ถูกต้องเหมาะสม เนื่องจากเทคนิคที่สามารถทำได้ง่าย และไม่ต้องลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักร หรือไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ มาก เราจึงได้เห็นผลสำเร็จในโครงการนำร่องแล้วว่า โรงสีสามารถลดการหักของเมล็ดข้าว เพิ่มคุณภาพผลผลิตได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว

นอกจากนี้ โครงการยังมีเทคนิคการปรับตั้งค่าเครื่องจักรให้การสีข้าวให้มีประสิทธิภาพในการสีข้าวเพียงรอบเดียว ไม่ต้องสีซ้ำหลายครั้ง ลดการสิ้นเปลือง ซึ่งจากเดิมจำเป็นต้องมีการสีข้าวซ้ำ เนื่องจากการสีในรอบแรกยังมีข้าวเปลือกเหลือปนอยู่จำนวนมาก ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือโรงสีสามารถเพิ่มปริมาณการสีข้าวในแต่ละวันได้ 2 เท่า คิดเป็นกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 6-12 ล้านบาทต่อปีต่อโรง สำหรับโรงสีข้าวที่มีกำลังผลิต 60-120 ตันต่อวัน

“ขั้นตอนทางเทคนิคง่ายๆ เช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยผู้ประกอบการเพิ่มกำไรได้เท่านั้น แต่ยังช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในกระบวนการสีข้าวได้อย่างชัดเจนถึง 50% แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ จะเกิดประโยชน์ยิ่งกว่าสำหรับประเทศไทยในภาพรวม อีกทั้งช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย”

ศ.ดร.ชัชนาถ กล่าวว่า หากเราได้นำวิธีการเดียวกันนี้ไปใช้กับโรงสีข้าวทั้ง 43,000 แห่งในประเทศไทย เราจะสามารถประหยัดการใช้ไฟฟ้าของประเทศได้ถึง 21,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งจากการที่ประเทศไทยมีเกษตรกรปลูกข้าวอยู่กว่า 3,700,000 ครัวเรือน และสัดส่วนการส่งออกข้าวคิดเป็น 2.2% ของจีดีพีของประเทศ ในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในโรงสีข้าวขึ้น 2 เท่าในทุกๆ โรงสีในประเทศและมีกำไรเพิ่มขึ้น จะช่วยให้เกษตรกรได้ประโยชน์ตามกลไกตลาด และเป็นการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นได้แน่นอน

ทั้งนี้ โครงการเทคนิคปรับปรุงกระบวนการสีข้าวได้รับการพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง iTAP และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี ผศ. ดร. พนมกร ขวาของ เป็นหัวหน้าโครงการ

รศ.ดร.สมชาย ฉัตรรัตนา ผู้บริหารผู้ดูแลสายงานโครงการ iTAP และผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่าภายใต้โครงการ iTAP Big Impact เราได้พัฒนาเตาอบยางแผ่นรมควันที่ทันสมัยสำหรับชาวสวนยางซึ่งเป็นเตาที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ และสามารถที่จะลดค่าเชื้อเพลิง (ไม้ฟืนยางพารา) ได้มากกว่า 92,000 บาทต่อเตาต่อปี สำหรับขนาดโรงอบยางรมควันมาตรฐานของสหกรณ์กองทุนสวนยาง

เทคนิคทางวิศวกรรมของเตาอบที่ได้พัฒนาขึ้นใหม่นี้ช่วยให้นำความร้อนเข้าไปในห้องอบรมควันเร็วขึ้น สามารถควบคุมปริมาณและการกระจายความร้อนได้อย่างทั่วถึงสม่ำเสมอยิ่งขึ้น ส่งผลให้ได้แผ่นยางที่มีคุณภาพดีขึ้น และลดเวลาที่ใช้ในการอบยางแผ่นรมควันลง 25% ในขณะเดียวกัน ช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้ประมาณ 40%

เมื่อคำนวณต้นทุนค่าใช้เชื้อเพลิงและค่าแรงที่สามารถประหยัดลงได้ แล้วบวกรายได้ที่ชาวสวนยางได้รับเพิ่มขึ้นจากยางแผ่นรมควันที่มีคุณภาพสูงขึ้น และปริมาณยางที่อบได้เพิ่มขึ้นแล้ว เตาอบยางแบบใหม่หนึ่งเตาสามารถจะเพิ่มกำไรให้สหกรณ์สวนยางได้ประมาณ ปีละ 165,000 บาทเลยทีเดียว

จากการนำเตาอบแบบใหม่ไปใช้นี้ เราคาดว่าจะส่งผลดีต่อเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย เพราะเตาใหม่นี้ช่วยให้อบยางได้เร็วขึ้น ทำให้ชาวสวนยางไม่ต้องกังวัลว่ายางสดจะเสียเพราะอบไม่ทัน และเป็นสาเหตุให้ชาวสวนต้องรีบขายยางสดให้พ่อค้าคนกลางในเวลาที่ราคายางต่ำ

“จากการที่ประเทศไทยมีโรงอบยางรมควันอยู่ประมาณ 660 โรง โครงการเตาอบยางประหยัดพลังงานนี้จะสามารถจะเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศได้อย่างมาก” รศ.ดร.สมชาย กล่าว

นางสาวสนธวรรณ สุภัทรประทีป ผู้อำนวยการโครงการ iTAP กล่าวว่า ประเทศไทยมีโรงเรือนเลี้ยงไก่อยู่ประมาณ 64,000 แห่งทั่วประเทศ แต่ละโรงเรือนเลี้ยงไก่เฉลี่ยประมาณ 13,000-15,000 ตัว

เมื่อเทียบกับพัดลมที่นิยมใช้ในปัจจุบัน พัดลมระบายอากาศที่พัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ประมาณ 23% หรือคิดเป็น 20,000 บาทต่อโรงเรือนต่อปี ซึ่งนอกจากพัดลมแบบใหม่จะช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ให้มีกำไรเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีศักยภาพที่ช่วยประหยัดการใช้พลังงานของประเทศได้กว่า 1,200 ล้านบาท

ทั้งนี้ พัดลมแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบันเป็นแบบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และออกแบบได้ไม่เหมาะสำหรับใช้กับโรงเรือนไก่ในประเทศไทย และเสียงของใบพัดที่ดังทำให้ไก่เครียด ซึ่งทีมวิจัยได้ออกแบบพัดลม 3 ใบพัดให้เหมาะกับเมืองไทย แทนที่จะเป็น 6 ใบพัด ทำให้ลดความดังของเสียง และลดความเครียดของไก่ ทำให้ไก่เจริญเติบโตได้ดีขึ้น คุณภาพและน้ำหนักเหมาะสม

“ในปี 2551 ประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูปมูลค่า 51,600 ล้านบาท ดังนั้นประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ ย่อมจะส่งผลในเชิงบวกกับเศรษฐกิจมหภาคของประเทศอย่างแน่นอน” น.ส. สนธวรรณ กล่าว

ศ.ดร.ชัชนาถ กล่าวว่า โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการสีข้าว พัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และโครงการ iTAP, โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพในการอบยางแผ่นรมควัน พัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และโครงการ iTAP โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย และโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงเรือนเลี้ยงไก่ พัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และโครงการ iTAP โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท บี. อินเตอร์เนชั่นแนล แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด

“ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่จะแสดงว่าหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของรัฐอย่าง สวทช. สามารถที่จะทำงานประสานกันกับสถาบันการศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญและระดมทรัพยากรจากภาคเอกชนไปสร้างผลงานที่ตอบสนองความต้องการของภาคเกษตรกรรมได้โดยตรง” ศ.ดร.ชัชนาถกล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการ iTAP มีผู้เชี่ยวชาญกว่า 350 คน ที่สามารถจะดึงเอาความเชี่ยวชาญของท่านเหล่านั้นมาช่วยเหลือเอสเอ็มอีทั่วประเทศ นอกจากนี้ iTAP ยังช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่งสำหรับค่าผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินโครงการ ซึ่งโครงการสามารถช่วยสนับสนุนได้สูงสุด 500,000 บาทต่อโครงการ

โครงการ iTAP ตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีแก่เอสเอ็มอี สำหรับเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้แก่ 02-564 7000 ต่อ iTAP หรือ www.tmc.nstda.or.th/itap

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: