10 Exhibitions ที่ไม่ควรพลาด ประตูสู่ตลาดโลกสำหรับ SME

520728102716764ถ้าเปรียบเทียบ SME เหมือนนักแสดง งานแสดงสินค้า หรือ Exhibitions ก็ไม่ต่างจาก เวทีที่จะช่วยส่งให้นักแสดงโดดเด่นเป็นที่รู้จักมากขึ้น

10Exhibitions

งานแสดงสินค้าจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะส่งให้ SME ไปถึงฝั่งฝันกับการนำผลิตภัณฑ์ของตนเองไปสู่สายตาของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการไทยหลายรายใช้เวทีงานแสดงสินค้าเป็นที่แจ้งเกิด โดยสามารถเปลี่ยนสถานะภาพได้ในชั่วข้ามคืน เพราะผลิตภัณฑ์ที่นำไปจัดแสดงเข้าตา Buyer และ Contributor หรือพูดกันตรงๆ หลายเจ้าแปลงร่างจากธุรกิจห้องแถวสู่ Smart SME มาแล้วจากการออกงานแสดงสินค้าต่างๆ

อย่างไรก็ตาม งานแสดงสินค้าอาจเป็นดาบสองคมสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีความเข้าใจและไม่รู้จักกับบุคคลิก ธรรมชาติ วัฒนธรรม และกลุ่มผู้ซื้อที่เข้ามาเดินหาสินค้าในแต่ละงานอย่างเพียงพอ ดังนั้นแทนที่จะได้ออร์เดอร์ก็อาจจะ “เจ็บตัว” กลับมาก็เป็นได้

และต่อไปนี้คือ คัมภีร์งานแสดงสินค้าในประเทศและต่างประเทศที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรพลาด โดยเราคัดมาเฉพาะ 10 งานใหญ่ที่ว่ากันว่าใครได้ไปร่วมออกบูธแสดงสินค้ามีโอกาสแจ้งเกิดสูง

1. IMM COLOGNE สุดยอดงานแฟร์ดีไซน์ระดับโลก
ขึ้นชื่อว่าเป็นงานแสดงสินค้าระดับโลก ที่การเข้าร่วมงานไม่ใช่แค่การได้ขายสินค้าเท่านั้น แต่เป็นการปูถนนไปสู่การโกอินเตอร์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน แม้จะมีงานแสดงสินค้ากลุ่มนี้ในต่างประเทศหลายต่อหลายงาน แต่ที่เป็นสุดยอดและได้รับความสำเร็จมากสุดต้อง IMM COLOGNE โดยจัด ณ เมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี ซึ่งได้รวบรวมเอาผลงานเฟอร์นิเจอร์และเครื่องตกแต่งบ้านที่มีดีไซน์โดดเด่น ไม่ซ้ำใครมานำเสนอ ด้วยพื้นที่จัดแสดงสินค้ากว่า 200,000 ตารางเมตร นี่จึงเป็นงานที่ชุมนุมของ Buyer และ Trader Broker หรือแม้แต่ Consumer ที่ชื่นชอบงานดีไซน์ ที่สำคัญในงานนี้ยังมีส่วนจัดแสดงแนวโน้มของตลาด รวมถึงรูปแบบสินค้าในอนาคต ไม่ว่าจะแนวโน้มในเรื่องของสี รูปร่าง แบบ และเทรนด์ต่างๆ ดังนั้นการเข้าร่วมงานนี้ จึงเป็นช่องทางสำคัญในการศึกษาถึงรูปแบบ ความต้องการ รสนิยม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ของสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านในตลาดโลก

สุวรรณ คงขุนเทียน นายกสมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์  เล่าว่า IMM COLOGNE จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ถือเป็นงานในฝันของเหล่าผู้ประกอบการที่มีดีไซน์ที่จะใช้เป็นวทีโชว์ผลงานในตลาดโลก ซึ่งรูปแบบของงานจะมีความหลากหลายมาก มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนต่างๆ ตั้งแต่โซนสินค้าทั่วไปสำหรับตลาดแมส เรื่อยไปจนถึงโซนแสดงสินค้าที่เป็นงานดีไซน์จริงๆ โดยสินค้าที่จะโชว์ในโซนนี้ได้ต้องเป็นสินค้าที่มีดีไซน์โดดเด่นเท่านั้น ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่เป็นสมาชิกของสมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์จะพยายามเลือกทำเลในโซนดังกล่าว เนื่องจากสินค้าทั้งหมดที่นำไปจัดแสดงวางกลุ่มเป้าหมายไว้ในตลาดระดับกลางถึงบน ดังนั้นการเลือกทำเลให้เหมาะกับสินค้าก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อวางสินค้าถูกตำแหน่ง ถูกทำเล โอกาสที่จะเจอผู้ซื้อตัวจริงก็มีสูง

“การเข้าร่วมงานต้องยอมรับว่าอาจจะไม่ได้ออร์เดอร์ทันที แต่การได้เปิดตัวในงานระดับโลกถือเป็นการลงทุนด้านการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อหวังต่อยอดธุรกิจในอนาคตข้างหน้า และเนื่องจากพื้นที่จัดงานมีจำนวนจำกัดทำให้การแข่งขันช่วงชิงพื้นที่จากผู้ประกอบการทั่วโลกมีสูงมาก เพราะฉะนั้นหากต้องการไปร่วมงานจำเป็นต้องศึกษาและเตรียมความพร้อมให้ดี เพื่อการไปในแต่ละครั้งไม่สูญเปล่าหรือไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย”

2. AMBIENTE ศูนย์กลางสินค้าของขวัญจากทุกมุมโลก
เป็นอีกหนึ่งหนึ่งงานแสดงสินค้าที่ถือเป็นสุดยอดของกลุ่มสินค้าของขวัญ ของประดับตกแต่งบ้าน โดยจัดเป็นประจำทุกปีที่เมืองแฟร้งค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ถือเป็นงานแสดงสินค้านานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่จัดขึ้นเพื่อการเจรจาธุรกิจเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการเปิดจำหน่ายสินค้าระหว่างงาน

จิรบูลย์ วิทยสิงห์ นายกสมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน บอกว่า AMBIENTE ถือเป็นงานในฝันของผู้ประกอบการสินค้าของขวัญ ของประดับตกแต่งบ้านทุกรายที่ต้องการแจ้งเกิดในตลาดโลก เนื่องจากความน่าสนใจของงานนี้อยู่ตรงที่การเป็นศูนย์กลางของสินค้าประเภทนี้จากทั่วทุกมุมโลกมารวมไว้ในที่เดียว ภายใต้พื้นที่จัดแสดงสินค้าทั้งหมด 192,500 ตารางเมตร ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานกว่า 4,500 ราย จาก 87 ประเทศทั่วโลก และมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 147,000 คน จาก 132 ประเทศทั่วโลก อาทิ เยอรมัน อิตาลี สหรัฐฯ อังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เข้ารวมงาน AMBIENTE ในแต่ละปีนั้นจะมีจำนวนประมาณ 200 ราย มีทั้งเดินทางไปกันเอง รวมกลุ่มกันไปในนามของสมาคม หรือแม้แต่เดินทางไปร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออก ซึ่งการจะเข้ารวมงานดังกล่าวนี้ นับเป็นเรื่องยากมาก นอกเหนือจากค่าเช่าพื้นที่จะมีราคาสูงมากแล้ว ผู้จัดงานเองก็มีการคัดเลือกผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมแสดงสินค้าด้วย ไม่ใช่ว่าใครอยากไปก็ไปได้หมด เพราะผู้ที่จะเข้าร่วมงานต้องเป็นผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าได้คุณภาพจริงๆ ดังนั้นส่วนใหญ่ผู้ประกอบการที่เคยไปร่วมงานแล้วจะมีโอกาสได้พื้นที่มากกว่าผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยเข้าร่วมงานมากก่อน เนื่องจากผู้จัดงานจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเก่ามีสิทธ์จองพื้นที่ได้ก่อน

“การไปร่วมงาน AMBIENTE ไม่ใช่แค่ได้ขายของหรือได้ลูกค้ากลับมาเท่านั้น แต่ยังได้ไปเห็นเทรนด์ของตลาดโลกด้วยว่าแต่ละปีมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ได้เห็นคู่แข่งว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว เพื่อให้เราสามารถที่จะนำข้อมูลความรู้ที่ได้กลับมาพัฒนาสินค้าของตัวเองเพื่อให้แข่งขันได้ในระดับโลก”

3. The Monaco Spa Event ที่สุดของอุตสาหกรรมสปา
สำหรับงานนี้เป็นงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมดาวเด่นของไทยอย่างอุตสาหกรรมสปา อภิชัย เจียรอดิศักดิ์ อดีตนายกสมาคมสปาไทย 2 สมัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสมาคม และรองนายกสมาพันธ์สปาไทย บอกว่างานสำคัญที่สุดของโลกสปาต้องยกให้งาน The Monaco Spa Event ที่จัดขึ้น ณ ประเทศฝรั่งเศส นับเป็นงานระดับ World Class ที่สุดของอุตสาหกรรมสปา ด้วยขนาดพื้นที่จัดแสดงกว่า 25,000 ตารางเมตร ที่สงวนไว้สำหรับ Professional จากอุตสาหกรรมสปาทั่วทุกมุมโลก ทำให้ในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี Grimaldi Forum Monte-Carlo สถานที่จัดงานสปาแห่งนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของสปาระดับท็อปไฟว์ทุกอณู ซึ่งที่ผ่านมาพาวิลเลี่ยนของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีเอกลักษณ์และความโดดเด่นในอุตสาหกรรมสปามีขนาดพื้นที่จัดแสดงประมาณ 100 ตารางเมตร

ทั้งนี้กลุ่มผู้ประกอบการสปาที่มีโอกาสเข้าร่วมงานระดับ Red Carpet นี้ได้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มผู้ผลิต Accessory ในอุตสาหกรรมสปา ซึ่งประเทศไทยมีความเข้มแข็งในการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าอยู่แล้ว จึงมีความเป็นไปได้ในการเปิดขายสินค้าตลอด 3 วันของการจัดงาน ส่วนอีกกลุ่มจะเป็น กลุ่มผู้ให้บริการสปา หรือกลุ่มผู้ประกอบการที่ให้บริการปรึกษาหรือบริหารธุรกิจสปา ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้ของประเทศไทยยังเป็นรองประเทศอื่น ซึ่งต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพในการนำเสนอตัวเองรวมถึงระบบการบริหารจัดการที่เป็นสากลให้มากกว่าที่เป็น

โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน The Monaco Spa Event จะได้เปิดโลกทัศน์ในอุตสาหกรรมสปาระดับโลกว่ามีนวัตกรรมอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยได้เห็นได้เรียนรู้เทคนิคและวิธีการจากประเทศผู้นำในอุตสาหกรรมสปา กระทั่งซอฟต์แวร์ที่ใช้ในระบบบริหารจัดการที่อัพเดทล่าสุด รวมถึงหัวข้อการเสวนาทางวิชาการที่จะช่วยให้ผู้ร่วมงานไม่ตกเทรนด์อุตสาหกรรมสปาโลก งานนี้จึงเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ประกอบการสปาจากทั่วทุกมุมโลก

4. ANUGA งานกำหนดเทรนอาหารและเครื่องดื่มโลก
มากันที่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มกันบ้าง ดร.ศักดิ์ณรงค์ อุตสาหกุล ผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานอุตสาหกรรมอาหาร สถาบันอาหาร ให้ข้อมูลว่างาน Trade Fair ระดับโลกที่ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไม่ควรพลาดมีอยู่สองงาน คือ ANUGA จัดที่เมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี และ FOODEX JAPAN จัดที่เมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น

โดยความน่าสนใจของงานใหญ่ระดับโลกอย่าง ANUGA นั้น ดร.ศักดิ์ณรงค์ บอกว่า ถ้าอยากเห็นความเป็นไปและทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มโลกนั้น ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้พึงท่องจำไว้เลยว่าต้องหาโอกาสไปงาน ANUGA ที่เยอรมนีให้ได้ เพราะระยะเวลาของการจัดงานทุกๆ 2 ปี ทิ้งช่วงให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มใหม่ๆ ก่อนที่จะถูกนำมาจัดแสดงภายในงาน ผู้ประกอบการจึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ทั้งนี้ งานจะจัดแสดง ณ อาคารแสดงสินค้า Koenlmesse ด้วยขนาดพื้นที่ 286,000 ตารางเมตร มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจาก 150 ประเทศทั่วโลก พาเหรดจองพื้นที่กันล่วงหน้าเพราะรู้ว่านี่คืองานยักษ์ที่สามารถสร้างออร์เดอร์ได้ข้ามปี หรือแม้กระทั่งมาเพียงช็อปปิ้งไอเดียเทรนด์สินค้าอาหารและเครื่องดื่มก็คุ้มแสนคุ้ม เพราะงานใหญ่ระดับโลกอย่างนี้เปิดให้เจรจาธุรกิจตลอดระยะเวลา 5 วันเต็ม แน่นอนว่ากลุ่มลูกค้าตรงใจผู้ร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับทิศทางที่สดใสของสินค้าอาหารและเครื่องดื่มฝีมือผู้ประกอบการไทยในงาน ANUGA นั้น ที่ผ่านมากลุ่มอาหารแช่แข็งจะเป็นดาวเด่นสำคัญ รวมถึงอาหารแปรรูปอื่นๆ อย่างสับปะรดกระป๋อง และในระยะหลังๆ ก็จะมีอุตสาหกรรมประมงน้ำจืดที่ได้รับความสนใจจากตลาดยุโรปเป็นอย่างมาก เนื่องจากความนิยมในการบริโภคปลาเนื้อขาวอย่าง ปลาฮารีบัตในแถบสแกนดิเนเวียนเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปริมาณการผลิตเนื้อปลาชนิดนี้ไม่ทันต่อความต้องการของตลาด ทำให้ปลาสยามพังก้า หรือปลาเผาะที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการส่งออกได้รับความสนใจเป็นพิเศษเพราะคุณภาพของรสชาติไม่ต่างกัน แต่ราคาของปลาเผาะถูกกว่า ซึ่งใน ปัจจุบันมีออร์เดอร์ถึงเดือนละ 3,500 ตู้คอนเทนเนอร์ทั้งในยุโรปและอเมริกา

5.FOODEX JAPAN เมื่อโลกอาหารและเครื่องดื่มมารวมกันที่เอเชีย
หากจะบอกว่าทวีปเอเชียเป็นโรงอาหารของโลกคงไม่ผิด ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกๆ เดือนมีนาคมของทุกปี Trader Buyer Consumer และบรรดา Broker ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากทั่วโลก จะมารวมตัวกันที่ Nippon Convention Center เมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น ในงาน FOODEX JAPAN งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุดงานหนึ่ง เป็นแหล่งรวมของเทคโนโลยีอาหารและเครื่องดื่มจากทั่วทุกมุมโลก โดยเน้นหนักในวิทยาการของซีกโลกตะวันออกที่นำอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมาอวดโฉมกันละลานตา ชูความสดจากธรรมชาติเป็นพระเอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีที่สามารถคงความสดใหม่ในคุณค่าทางโภชนาการที่มีในผักและผลไม้ที่ดูว่าจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษในแต่ละปี

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าสังคมการบริโภคของญี่ปุ่นถือว่ามาตรฐานสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ดังนั้นผู้ประกอบการที่หวังจะไปเจาะตลาดที่ญี่ปุ่น ย่อมต้องมีความพร้อมและมีแนวคิดชัดเจนต่อความห่วงใยสิ่งแวดล้อม เพราะแม้กระทั่งแพ็คเก็จจิ้งบรรจุอาหารและเครื่องดื่มผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นก็ให้ความสนใจว่าจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือไม่ และต้องไม่ลืมการดีไซน์ให้สามารถใช้งานง่าย สะดวกต่อการพกพาไปพร้อมกันด้วย นี่คือเทรนด์ของสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่หากจะคิดไปร่วมจัดแสดงในงาน FOODEX JAPAN

ดร.ศักดิ์ณรงค์ อุตสาหกุล ผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานอุตสาหกรรมอาหาร สถาบันอาหาร ให้ความเห็นต่อการไปเข้าร่วมงาน FOODEX JAPAN ของผู้ประกอบการไทยที่ประเทศญี่ปุ่น ว่าผู้ประกอบการควรจะมีนวัตกรรมใส่ไปในสินค้า หรือมีความชัดเจนในการนำเสนอสินค้าของตัวเองในด้านคุณภาพของสินค้าที่เหนือกว่า หรือแตกต่างจากสินค้าที่มีอยู่ทั่วไปในตลาด โดยหากสินค้าของผู้ประกอบการรายใดได้รับการยอมรับจากตลาดญี่ปุ่น ก็เกือบจะเท่ากับเป็นการการันตีว่าสินค้านั้นสามารถทำตลาดได้ในทุกภูมิภาคที่ต้องการสินค้าพรีเมี่ยมเลยทีเดียว

6. CeBIT ตักศิลาแห่งโลกไอที
สำหรับชาวไอทีแล้ว คงจะไม่มีงานแสดงสินค้าใดยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับ งานแสดงเทคโนโลยีสารสนเทศอันดับหนึ่งของโลก “CeBIT” ที่ได้รวบรวมผู้ประกอบการทางด้านไอทีกว่า 75 ประเทศประมาณ 9,000 บริษัททั่วโลก โดยกำหนดเวลาจัดงานทุกต้นเดือนมีนาคมของทุกปี ณ เมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมันนี และแม้ว่าผู้ประกอบการธุรกิจไอทีจากประเทศไทยเพิ่งจะมีโอกาสเข้าไปร่วมแสดงผลงานในงานนี้เพียงไม่กี่ปีแต่ก็ถือได้ว่าเป็นน้องใหม่ที่ร้ายไม่ใช่น้อย

โดยบรรยากาศภายในงาน CeBIT จะประกอบไปด้วยบริษัทด้านไอทีทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เข้าร่วมแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยีตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft Dell IBM MOTOLO NOKIA ฯลฯ ไปจนถึงผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มาจากทุกมุมโลกกว่า 40 ประเทศที่กำลังพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีในทุกทวีป ซึ่งในทุกๆ ปี งาน CeBIT จะเป็นที่จับตาเสมอว่าการจัดแสดงสินค้าจะต้องมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ของโลกเกิดขึ้นทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีซอฟท์แวร์ เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

สำหรับประเทศไทยแม้ว่าจะยังเพิ่งเริ่มต้นพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเองทำให้ยังไม่สามารถแข่งขันในด้านการผลิตฮาร์ดแวร์ได้ แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ทางด้านซอฟท์แวร์นั้น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวไทยก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักได้แล้ว โดยจุดเด่นของซอฟต์แวร์ไทยที่สามารถไปสร้างความสนใจให้กับผู้เข้าชมงานจากทุกมุมโลกได้ ก็คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจ เช่น  ERP CRM SCM MES และ ซอฟต์แวร์การจัดการเฉพาะด้าน เช่น การบริหารบุคคลากร, ระบบการบริหารภายใน, ระบบการป้องกันภัย โดยมีแตกต่างที่สำคัญคือราคาที่ถูกกว่าตลาดโลกทั่วไปแต่มีคุณภาพและประสิทธิภาพทันเทียมกับเทคโนโลยีระดับดโลก

ความพิเศษของงาน CeBIT นอกจากจะจัดขึ้นเป็นประจำที่เมือง ฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนีเป็นหลักแล้ว ยังมีการจัดงานหมุนเวียนไปยังทุกทวีปของโลกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศออสเตรเลีย หรือประเทศตุรกี เพื่อเป็นการรองรับผู้ประกอบการจากทุกทวีปของโลกให้มีโอกาสใช้งานแสดงสินค้างานนี้ในการเผยแพร่ผลงานของตนเองออกไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยในทวีปเอเชียนั้นผู้จัดงานได้เลือก เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เป็นสถานที่จัดงาน เนื่องจากตัวแทนผู้จัดมองเห็นถึงศักยภาพของเซี่ยงไฮ้ว่าจะมีโอกาสเทียบชั้น “ซิลิคอน วัลเล่ย” ได้ในอนาคต ดังนั้นการเข้าร่วมงาน CeBIT ของผู้ประกอบการด้านธุรกิจไอทีของไทยถือได้ว่าเป็นข้อสอบชิ้นสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ที่ผลิตขึ้นนั้น มีศักยภาพที่จะแข่งขันในระดับโลกเพียงใด และถือเป็นเวทีสำคัญในการบุกตลาดต่างประเทศ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากกว่าตลาดภายในประเทศเสียอีก หากคิดที่จะเติบโตในอุตสาหกรรมนี้ต่อไปในอนาคต

7. Tokyo Game Show / E3 ตลาดสำหรับผู้พัฒนาเกมส์ไทย
จากยุคเริ่มต้นของอุตสาหกรรมเกมส์ที่เคยผูกขาดอยู่เพียงแค่สองขั้วอำนาจใหญ่ คือญี่ปุ่นตัวแทนจากฝั่งตะวันออก และสหรัฐอเมริการตัวแทนจากฝั่งตะวันตก จนทำให้เกิดงานแสดงสินค้าซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เกมส์ระดับโลกขึ้นสองงาน คือ Tokyo Game Show และ E3 โดยเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งว่าผู้พัฒนาเกมส์ชาวไทยสามารถไปปักธงร่วมแสดงผลงานในงานทั้งสองนี้เป็นผลสำเร็จแล้ว

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเกมส์ กำลังเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการประมาณการว่าน่าจะมีเม็ดเงินกว่า 200,000 ล้านบาท หมุนเวียนอยู่ในตลาดนี้ และผู้ผลิตไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่สองประเทศยักษ์ใหญ่อีกต่อไป ประเทศอย่างเกาหลีใต้ได้พิสูจน์ผลงานของตนเองมาแล้วจากเกมส์ออนไลน์ ในขณะที่ผู้ผลิตชาวไทยก็กำลังเป็นดาวรุ่งที่พุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมนี้เช่นเดียวกัน

โดยภายในงาน Tokyo Game Show นั้น นอกเหนือไปจากการแสดงเครื่องเล่มเกมส์จากสองค่ายยักษ์ใหญ่จากแดนปลาดิบ คือ โซนี่และนินเทนโดแล้ว ยังรวมถึงค่ายเกมส์สัญชาติอเมริกาผู้มาใหม่อย่างไมโครซอฟท์อีกด้วย แต่ประเด็นที่สำคัญคือภายในงานได้มีการเปิดโอกาสให้ บริษัทผู้ผลิตซอฟท์แวร์เกมส์ขนาดเล็กจากทุกประเทศเข้ามาจัดแสดงผลงาน ทั้งในบทบาทของรับจ้างผลิต (OEM) และจัดแสดงผลงานเกมส์ที่สร้างขึ้นมาเอง เพื่อนำไปสู่การเจรจาธุรกิจภายหลังจบงานอีกด้วย

ขณะที่ E3 นั้น ไม่ได้เป็นงานจัดแสดงเกมส์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นงานจัดแสดงสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งส่วนหนึ่งของงานได้มีการจัดแสดงผลงานเกมส์ด้วย แต่กลุ่มเป้าหมายจะแตกต่างไปจากงาน Tokyo Game Show คือจะเป็นชาติตะวันตกเสียเป็นส่วนมากที่เข้าร่วมชมงานนี้

และเป็นที่น่ายินดีสำหรับบริษัทผลิตเกมส์คนไทย ที่ได้รับความไว้วางใจเป็นผู้ผลิตเกมส์แบบรับจ้างผลิตให้กับบริษัทผู้เกมส์ชั้นนำของโลกอย่างนินเทนโด จากการที่ร่วมแสดงผลงานในงาน Tokyo Game Show และ E3 นี่เอง โดยปัจจัยที่ส่งให้บริษัทเกมส์คนไทยได้รับความเชื่อมั่นในฝีมือ ก็คือความสามารถในการผลิตเกมส์ได้ทุกแพลตฟอร์มไมว่าเครื่องคอนโซล เกมส์ออนไลน์ เกมส์พีซี และเกมส์บนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเกมส์อย่างหลังนี้ถือเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างชื่อเสียงให้กับผู้ผลิตเกมส์คนไทยมากที่สุด

8. MIPEL งานแสดงเครื่องหนังที่พลาดไม่ได้
ถ้าจะพูดถึงในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องหนังแล้วสุดยอดของงานแสดงสินค้าของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ คือ  MIPEL ที่จัดขึ้น ณ เมืองมิลาน ประเทสอิตาลี หนึ่งในเมืองแฟชั่นระดับโลกของจริง งานนี้จะเป็นศูนย์รวมของสินค้าเครื่องหนังกลุ่มกระเป๋าทุกประเภท ตั้งแต่กระเป๋าเดินทางถึงกระเป๋าสตางค์ เครื่องใช้ในสำนักงานที่ทำจากหนัง และที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ก็คือจะมีส่วนที่จัดแสดงเทรนด์แฟชั่นรูปแบบกระเป๋าไปจนถึงเทรนด์ของ Accessories หรือวัตถุดิบที่จะเป็นแนวโน้มของแฟชั่นในฤดูกาลถัดๆ ไปอีกด้วย

ทั้งนี้ MIPELจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือในเดือนมีนาคมสำหรับ Collection Fall / Winter และในเดือนกันยายนสำหรับ Collection Spring / Summer ภายใต้พื้นที่จัดงานกว่า 30,000 ตารางเมตร มีการแบ่งส่วนแสดงสินค้าแต่ละประเภทที่ชัดเจนช่วยให้เดินชมงานได้อย่างทั่วถึง

ปรีดารัตน์ พัฒนพีชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท St. Peter Leather Goods จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์กระเป๋าหนังแบรนด์ “Miah” ที่มีประสบการณ์เข้าร่วมงาน MIPEL บอกว่า งานนี้เป็นงานแสดงสินค้าเครื่องหนังที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก การจะเข้าไปแสดงสินค้าภายในงานจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่ว่าใครอยากจะไปก็ไปได้เพราะผู้จัดงานมีการสกรีนผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าโดยเฉพาะผู้ผลิตสินค้าจากเอเชีย

“งานนี้ให้สิทธิผู้ประกอบการที่มีแบรนด์สินค้าของตนเองเท่านั้น ไม่ใช่ว่าใครมีเงินก็สามารถเข้าร่วมงานได้ จึงเน้นเป็นพิเศษในการคัดเลือกผู้เข้าร่วมงาน พูดง่ายๆ ผู้ประกอบการจากจีนหมดสิทธิเข้าร่วม

สำหรับการมีโอกาสแสดงผลงานในงานนี้นั้น ต้องยอมรับว่าเพราะเป็นหนึ่งในการส่งเสริมของภาครัฐในโครงการกรุงเทพเมืองแฟชั่นในอดีต และจากการสนับสนุนของกรมส่งเสริมการส่งออก”

และเนื่องจากงานเป็นงานยิ่งใหญ่ระดับโลก ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นศูนย์รวมของ Buyer Distributor Agent จากทั่วโลก ทั้งยุโรป แอฟริกา อเมริกา หรือแม้แต่ รัสเซีย ที่มาเมียงมองหาสินค้า ที่สำคัญงานนี้แบรนด์เครื่องหนังระดับกลางจากทั่วโลกที่มาจัดแสดงสินค้าเองจะมามองหาผู้รับจ้างผลิตสินค้าไปพร้อมกันดัวย พูดได้ว่างาน MIPEL เป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยทั้งในกลุ่ม OEM และ ODM หลายรายนอกจากจะได้ออร์เดอร์สินค้าของตนเองแล้วยังได้ออร์เดอร์รับจ้างผลิตจากกลุ่มที่ว่าอีกด้วย

สำหรับผู้ผลิตสินค้าเครื่องหนังไทยที่สนใจเข้าร่วมแสดงผลงานในงาน MIPLE หรือแม้แต่งานอื่นๆ นั้น การไปออกงานแสดงสินค้าในต่างประเทศเป็นเรื่องที่มีค่าใช้จ่ายสูง เพราะฉะนั้นต้องเตรียมตัวให้พร้อม ศึกษาทิศทาง แนวโน้ม เทรนด์ของสินค้า ศึกษาตลาด ว่าแต่ละประเทศมีความสนใจสินค้าแบบใด เพราะแต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาคก็มีความแตกต่างในเรื่องรสนิยม การไปออกงานจึงต้องคำนึงว่าจะไปขายใคร ที่ไหน ให้ก่อนเพื่อว่าไปแล้วจะได้ไม่เสียเที่ยว

9. TEXWORLD งานใหญ่สำหรับผลิตภัณฑ์สิ่งทอ
อีกหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่พูดได้ว่าเป็นผู้นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในบ้านเรามากที่สุด ก็คืออุตสาหกรรมสิ่งทอ แม้วันนี้จะประสบปัญหา มีคู่แข่งที่ผลิตสินค้าได้ราคาถูกกว่าอย่างจีนเข้ามาแย่งตลาดไปมาก จนหลายคนหรือแม้แต่ภาครัฐเองก็รู้ว่าแข่งขันกับสินค้าจีนในตลาดระดับล่างได้ยากลำบาก ทางออกที่สำคัญจึงอยู่ที่การยกระดับมาตรฐานผู้ผลิตสินค้าสิ่งทอไทยจากการเป็น OEM สู่การพัฒนาคุณภาพเพื่อก้าวขึ้นไปเล่นในตลาดระดับบนที่ยังมีช่องว่างอีกมาก

โดยโอกาสสำคัญที่สามารถใช้แจ้งเกิดในเวทีระดับได้ต้องมองไปที่งานแสดงสินค้าสิ่งทอระดับโลกอย่าง  TEXWORLD ที่จะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ณ ศูนย์กลางแฟชั่นโลก เมืองปารีส ประเทศผรั่งเศส โดยในเดือนมีนาคม สำหรับ Collection Fall / Winter และในเดือนกันยายนสำหรับ Collection Spring / Summer

วรเดช สัจจะปรเมษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท Capital Tricot จำกัด ในฐานะผู้ผ่านประสบการณ์เข้าร่วมงาน TEXWORLD มาแล้วกว่า 10 ครั้งในระยะเวลา 5 ปี บอกว่า งานนี้เป็นงานแสดงสินค้าที่มีทั้งสินค้าประเภทผ้าผืนและเสื้อผ้า เป็นงานที่เน้นด้านการจำหน่ายสินค้าเป็นหลัก ผู้ผลิตที่เข้าร่วมแสดงสินค้าส่วนใหญ่จะมาจากเอเชีย แต่เป็นงานที่มี Supplier Agent Buyer Importer รวมไปถึง Designer จากทั่วโลกมามองหาสินค้าที่ตัวเองต้องการ งานนี้สำหรับคนเอเชียถือว่าอินเตอร์มากๆ อีกทั้งพัฒนาการของงานก็ใหญ่ขึ้นๆ เรื่อยๆ สำหรับผู้ประกอบการไทยนั้น กรมส่งเสริมการส่งออกได้ให้การสนับสนุนและพาไปร่วมแสดงผลงานจำนวน 40-45 รายต่อปี มีทั้งผู้ผลิตผ้าผืนตัดเสื้อ ผ้าสูท ผ้าซับใน ผ้าลูกไม้ ผ้าถัก ผ้าไหม ผ้าดิบ เส้นด้ายและเส้นใย เป็นต้น

จุดที่น่าสนใจอีกประการของงาน TEXWORLD คือผู้จัดงานจะบอกกับผู้ประกอบการล่วงหน้าประมาณ 2 เดือนถึงเทรนด์สีของผ้าที่จะมาในฤดูกาลแฟชั่นนั้นๆ โดยจะมีการจัดบอร์ดแนะนำเพื่อให้ผู้ประกอบการส่งตัวอย่างไปให้ถ้าสินค้าของใครได้รับคัดเลือกให้แสดงโชว์ โอกาสในการขายก็มากขึ้น เพราะจะเป็นจุดที่ Designer หรือ Supplier ให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ดังนั้น สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการไปร่วมงาน TEXWORLD จะต้องเรียนรู้เทรนด์ของสี เทรนด์ของแฟชั่น ต้องรู้ว่าผู้ที่มาเดินชมงานผลิตหรือขายอะไรได้จะได้ผลิตผ้าได้ตามความต้องการ และที่สำคัญจะต้องรู้มาตรฐานสากลในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าผ้า เช่น คุณภาพของเนื้อผ้าต้องไม่หด คุณภาพของสีที่ได้มาตรฐาน และจะต้องรู้กำหนดส่งการสินค้าต้องภายในกี่วันนับจากได้ออร์เดอร์ รวมถึงราคาขั้นต่ำในการขายจำนวนกี่หลา เป็นต้น

10. BIG+BIH อันดับหนึ่งแห่งภูมิภาคอาเซียน
แม้เส้นทางงานแสดงสินค้าในต่างประเทศจะเป็นธงที่ผู้ประกอบการที่หวังโกอินเตอร์ใฝ่ฝันถึง และต่างฝึกฝนให้ตนพร้อมรบในสมรภูมิสากล กระนั้นก็ไม่ควรมองข้ามงานแสดงสินค้าระดับชาติของบ้านเราอย่าง BIG+ BIH ที่จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ในเดือนเมษายน และตุลาคมของทุกปี เพราะนี่คืองานแสดงสินค้าที่พูดได้เต็มภาคภูมิว่าดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เลยทีเดียว

ด้วยระยะเวลามากกว่าหนึ่งทศวรรษที่กรมส่งเสริมการส่งออกพยายามผลักดันให้เส้นทางการช็อปสินค้าของบรรดา Trader Buyer Broker และ Consumer จากทั่วทุกมุมโลกบรรจุงาน BIG+ BIH ในปฏิทินช็อปประจำปี และนั่นจึงทำให้ชื่อเสียงของงาน BIG+ BIH เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย กลายเป็นเวทีแจ้งเกิดให้กับผู้ประกอบการส่งออกดาวเด่นในนาม Made in Thailand เจิสจรัสแสงไปแล้วนักต่อนัก อาทิ โยทะกา THANN เอิบ Human Touch ฯลฯ ที่ล้วนแล้วแต่โกอินเตอร์ผ่านช่องทาง BIG+ BIH แทบทั้งสิ้น

แม้ในห้วงที่ 4-5 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จจากงาน BIG+ BIH ในแง่ของปริมาณการสั่งซื้อสินค้า หรือกระทั่งกลุ่มคนเดินที่มีเสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้ประกอบการว่าจำนวนน้อยลงหรือไม่ตรงกับเป้าหมายเท่าไหร่นัก แต่ภาพหนึ่งที่สะท้อนกลับมาถึงผู้ประกอบการรายเดิมเช่นกันว่าในเวทีนี้ยังพร้อมให้ผู้เล่นหน้าใหม่แจ้งเกิดได้ไม่ยากหากมีไอเดียโดดเด่น มีวิธีการนำเสนอในคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน เพราะจากการจัดงานล่าสุดมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่สามารถรับออเดอร์สายฟ้าแลบจากผู้มาเยือนชนิดกระเป๋าตุงทำงานกันทั้งปีก็มีมาแล้ว

นั่นจึงเป็นการบ้านให้ฝากไปคิดว่า แม้วันนี้จะมีการพูดถึงงานแสดงสินค้าในต่างประเทศมากมายว่ามีส่วนทำให้งานแสดงสินค้าในเมืองไทยเฉาไป หากแต่เป็นโจทย์ที่ผู้ประกอบการไทยต้องคิดให้มากขึ้นว่าเพราะอะไร และอย่างไร สินค้าของเราถึงจะโดนลูกค้าได้มากกว่า เพราะวันนี้ เส้นทางช็อปสินค้าจากเทรดเดอร์ทั่วโลกมีชื่อของงาน BIG+ BIH บรรจุในปฏิทินเรียบร้อยแล้วอยู่ที่ว่าผู้ประกอบการไทยจะแก้โจทย์นั้นตกหรือไม่ต่างหาก

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: