ชี้ช่อง”โซเชียลเน็ตเวิร์ก”อีคอมเมิร์ซสายพันธุ์ใหม่

520723100934679“กูรูอีคอมเมิรซ์” ชี้กระแสความแรงของ “โซเชียลเน็ตเวิร์ก” เข้ามามีบทบาทต่อการทำธุรกิจ อีคอมเมิร์ซแนวใหม่มากขึ้น

เผยถ้าไม่อยากตกเทรนด์โลกออนไลน์ต้องใช้ “โซเชียลเน็ตเวิร์ก” ทำตลาดหาลูกค้า จุดแข็งเป็นรูปแบบการบอกต่อของเครือข่ายเพื่อนฝูงที่ได้ผลและมีน้ำหนักมากกว่าเซลส์

น.ส.อุดมลักษณ์ ตัณฑ์ไพโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา “โซเชียลเน็ตเวิร์ก : อีคอมเมิร์ซสายพันธุ์ใหม่ 2009” ที่จัดโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ว่า ผลสำรวจการใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกในปีนี้พบว่าการใช้งาน โซเชียลเน็ตเวิร์กเพิ่มขึ้นถึง 34% และมีแนวโน้มการใช้งานสูงขึ้นแซงหน้าการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเช็กอีเมล์ ขณะเดียวกันยังพบว่าอายุเฉลี่ยของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตก็สูงขึ้น จากเดิมที่มักเป็นกลุ่มวัยรุ่นแต่ปัจจุบันมีผู้ใหญ่ในวัยกลางคนถึงสูงอายุสนใจใช้ทั้งอินเทอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์กมากขึ้น เนื่องจากเห็นว่ามีประโยชน์ ตอบสนองความสนใจของตนได้

“ฉะนั้นเมื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กดึงเวลาของคนที่ออนไลน์ไป ผู้ประกอบการอย่างเราก็ต้องตามไปหาลูกค้า ต้องสำรวจกลุ่มลูกค้าของตนเองว่าเป็นกลุ่มที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กด้วยหรือไม่ มีการใช้อินเทอร์เน็ตสม่ำเสมอ ถ้าใช่ การทำตลาดผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กจะเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญคือต้องลองเล่นดูเองก่อน เพื่อให้เข้าใจลักษณะเฉพาะของโซเชียลเน็ตเวิร์ก”

สิ่งที่ทำให้โซเชียลเน็ตเวิร์กเข้ามามีบทบาทในธุรกิจ นอกจากมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นแล้ว การเป็นพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นต่อสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคได้รับ และมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อของผู้บริโภค เพราะระหว่างพนักงานขายกับเพื่อนบอก คำแนะนำของเพื่อนย่อมมีน้ำหนักในการตัดสินใจมากกว่า

แต่การทำตลาดในโซเชียลเน็ตเวิร์กต้องใช้วิธี “ขายแบบไม่ขาย” อย่างเช่น โรงพยาบาลในต่างประเทศ ใช้เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ให้ผู้บริโภคได้เข้ามาแสดงความรู้สึกที่ได้รับบริการของโรงพยาบาล ปรากฏว่ามีคนเข้ามาชื่นชมทั้งแพทย์ บุคลากร และบริการของโรงพยาบาลกว่า 7,000 ราย ช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กับโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี อย่างในประเทศไทยก็มีรีสอร์ตหลายแห่งใช้ไฮไฟฟ์ เฟซบุ๊ก เป็นที่โพสต์รูปภาพบรรยากาศภายในรีสอร์ตและแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ทำให้ ผู้ที่ได้แวะเข้ามาดูเกิดความสนใจ ที่สำคัญคือเกิดการบอกต่อ

และแม้แต่บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจในต่างประเทศอย่าง “แอ็กเซนเจอร์” ก็ใช้ทวิสเตอร์ในการนำเสนอข้อมูลวิจัยของตัวเอง โดยทวิสเตอร์ของแอ็กเซนเจอร์ ใช้การโพสต์ทุกครั้งที่มีผลวิจัยใหม่ๆ เช่น ถ้าสนใจงานวิจัยเกี่ยวกับการจ้างงานให้คลิก เมื่อมี ผู้บริโภคคลิกเข้าไปก็จะส่งข้อมูลสรุปผลงานวิจัยกลับไปให้

กรณีนี้น่าสนใจมากเพราะงานวิจัยทางวิชาการเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม แต่ยังใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กขายงาน ขยายฐานลูกค้าได้ ชี้ให้เห็นว่าไม่ว่าธุรกิจแบบไหนก็ทำตลาดผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กได้”

ด้านนายประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช ผู้อำนวยการสื่อใหม่ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ ThaiAmazon.com และ Thaimail.com กล่าวว่า โซเชียล เน็ตเวิร์กสามารถนำมาต่อยอดธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้เป็นอย่างดี

“โซเชียลเน็ตเวิร์ก ผู้สร้างคอนเทนต์ คนที่แสดงความคิดเห็นคือผู้มีอิทธิพลต่อ แบรนด์สินค้า เจ้าของเว็บจึงต้องคอยจับตาและตามรอยหาข้อมูลว่า คนเหล่านี้เป็นใครบ้าง มีบุคลิก มีนิสัยอย่างไร เพื่อหาทางสร้างความสัมพันธ์ที่ดี อีคอมเมิร์ซเมื่อก่อนคือการขายสินค้า คือบริการ แต่ตอนนี้เราต้องหาทางหมั้นกับลูกค้า หาทางผูกใจให้เขาแวะเข้ามาหาเราเรื่อยๆ”

หลายครั้งเจ้าของสินค้ามักคิดว่า ตนคือผู้รู้ดีที่สุดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง แต่ปัจจุบันผู้ใช้เป็นผู้รู้จักทั้งข้อดีข้อเสียของผลิตภัณฑ์มากกว่าเจ้าของ ซึ่งพื้นที่ใน โซเชียลเน็ตเวิร์กคือพื้นที่สำคัญในการบอกเล่าสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการที่จะให้ผู้ใช้ได้ช่วยคิด ช่วยสร้างคุณสมบัติของสินค้าใหม่ๆ ช่วยบอกแนวทาง การพัฒนา ช่วยสร้างคอนเทนต์ในการ บอกต่อ เท่ากับเป็นการช่วยขายของให้ผู้ประกอบการนั่นเอง

สิ่งสำคัญที่โซเชียลเน็ตเวิร์กมีส่วนช่วยผู้ประกอบการได้มากคือการช่วยสร้างสาวก ผู้ชื่นชอบในผลิตภัณฑ์หรือบริการ ที่จะมาช่วยแนะนำ ในแบบที่ไม่ใช่การขายของแบบเซลส์แมน แต่ช่วยสร้างการจดจำเรื่องราว จดจำแบรนด์สินค้า ผ่านการสร้างคอนเทนต์หรือกิจกรรมต่างๆ ที่จะนำไปสู่โอกาสในการพบลูกค้าใหม่ๆ

ในต่างประเทศมีหลายบริษัทใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเพิ่มยอดขายสินค้า อย่างบริษัท เดลล์ใช้ทวิสเตอร์ขายคอมพิวเตอร์พีซีได้ถึง 3 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยการบอกแค่ว่า วันนี้มีรุ่นอะไรใหม่ๆ ออกมาบ้าง ตอนนี้มีอะไรขายบ้างเท่านั้น หรือบริษัทเครื่องปั่นน้ำผลไม้สร้างคอนเทนต์โดยให้ลูกค้าบอกว่า อยากเห็นเครื่องปั่นของบริษัทปั่นอะไร แล้วจะถ่ายวิดีโอไปโชว์บนเว็บไซต์ยูทูบ ซึ่งล่าสุดมีการปั่นโทรศัพท์ไอโฟนให้ดู ปรากฏว่ามีคนคลิกเข้าไปดูเป็น 10 ล้านครั้ง

“ถามว่า ถ้าจะซื้อโฆษณาให้มีคนเห็นสินค้าของเรามากขนาดนี้ ต้องใช้เงินเท่าไร แต่ถ้าทำบนโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกอย่างแทบจะฟรี อย่างกรณีนี้เสียแค่ค่าไอโฟน ไม่กี่เหรียญ”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: