“BLACK GOLD” โอกาสหลังวิกฤตเศรษฐกิจ

520721100930929

GOLD หรือทองคำ เป็นชื่อที่ทุกคนรู้จัก แต่สำหรับ””BLACK GOLD” หลายคนคงไม่เข้าใจ หรือน้อยคนเท่านั้นที่จะรู้ความหมายของมันว่าคือ น้ำมันที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน

552000008749201

ทองคำและน้ำมันนับเป็นสินค้าในกลุ่มเดียวกันคือ สินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งนักลงทุนมักลำดับความสำคัญของสินค้าทั้งสองชนิดนี้อยู่ในอันดับต้นๆ ของการลงทุนในสินค้าประเภทนี้ แต่น้ำมันน่าจะเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่า ทั้งในด้านเงินเฟ้อ และการบริโภคในชีวิตประจำวัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนหน้านี้ในปี 2551 ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้เคยทำสถิติปรับตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 140 ดอลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายปลีกภายในประเทศปรับตัวขึ้นในระดับ 40 บาทต่อลิตร ท่ามกลางเสียงบ่นกร่นด่าถึงภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มมากขึ้นจากต้นทุนด้านพลังงาน หลายกองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างเข้าเก็งกำไรจากความต้องการบริโภคน้ำมันที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศเกิดใหม่อย่าง จีน และอินเดีย

ในทางกลับกันปีนี้ราคาน้ำมันที่หลายคนมองว่าเคยอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องนั้นกลับปรับตัวลดมาท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก และการบริโภคที่ลดน้อยลงเป็นเงาตามตัว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ตรงกันว่าราคาน้ำมันดิบในปี 2552 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ซึ่งจะทำให้ความต้องการบริโภคน้ำมันกลับมาอีกครั้ง และเนื่องจาก”น้ำมัน”เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคาปรับขึ้นไม่เพียงพอต่อความต้องการ อาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนและทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นได้

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด ได้เคยให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า “ถึงแม้ว่าแนวโน้มราคาน้ำมันในปีนี้น่าจะยังมีความผันผวนอยู่ เนื่องจากเป็นธรรมดาของสินค้าโภคภัณฑ์ที่มักจะปรับขึ้นลงตามความต้องการและกำลังการผลิต แต่เรามองว่าจะไม่ผันผวนสูงมากเท่าปีที่ผ่านมา   และมองว่าแนวโน้มราคาน้ำมันไม่น่าจะลดต่ำลงไปกว่านี้ เนื่องจากตอนนี้ก็เข้าใกล้ต้นทุนในระดับต่ำที่สุดแล้ว ซึ่งหากมีการหยุดการผลิตบางส่วนจริงก็น่าจะทำให้ราคามีการปรับตัวขึ้นได้บ้าง  และอีกสาเหตุที่สำคัญคือคนบริโภคน้ำมันจนเสพติดไปแล้ว คือยังไงก็ต้องใช้อยู่ดีถึงแม้ของจะขาด และปัจจัยแบบนี้เองที่เป็นตัวกำหนดราคาและมูลค่าของมัน   ดังนั้นจึงเชื่อว่าการออกกองทุนนี้ในช่วงเวลานี้ก็ถือว่าสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน” ถือว่าเป็นไปตามคาดการณ์ เพราะหลังจากนั้นราคาน้ำมันได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีความผันผวนแต่ก็นับว่าเป็นยังอยู่ในช่วงขาขึ้น

ส่วนแนวโน้มราคาน้ำมันในครึ่งหลังของปีนี้ บลจ.ทิสโก้ รายงานว่า  มุมมองราคาน้ำมันดิบในช่วงครึ่งปีหลังนั้น เชื่อว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของราคามันดิบในช่วงที่ผ่าน ทำให้นักวิเคราะห์ต่างๆ เริ่มปรับประมาณการราคาน้ำมันดิบ ณ สิ้นปี 2552 ขึ้น

โดย Goldman Sachs ได้ปรับราคาน้ำมันดิน ณ สิ้นปีเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 31 จากราคาน้ำมันดิบ 65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลมาที่ระดับ 82 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ณ สิ้นปี 2552 และ 94 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ณ สิ้นปี 2553  รวมทั้ง Deutsche Bank ได้ปรับราคาน้ำมันดิบขึ้นมาที่ 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ณ สิ้นปี 2552 อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะสั้นประมาณ 1-2 เดือนแรกของไตรมาสที่ 3 เรามองว่าราคาน้ำมันดิบอาจมีความผันผวนเนื่องจากปัจจัยลบที่จะเกิดขึ้นจากความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่อตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ ซึ่งจะส่งผลถึงความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ภาพรวมน้ำมันไตรมาส2

บลจ.ทิสโก้ ได้รายงานภาพรวมของราคาน้ำมันในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2552 ที่ผ่านมาว่า ราคาน้ำมันดิบ (West Texas Intermediate: WTI) ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณร้อยละ 40 จากราคาน้ำมันดิบ ณ สิ้นเดือนมีนาคม โดยราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจากราคาประมาณ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ณ สิ้นเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ประมาณ 69 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมิถุนายน 2552 (ตาราง 1) ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีสาเหตุหลักมาจาก

1.นักลงทุนเชื่อว่าเศรษฐกิจได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆของสหรัฐอเมริกา จีนและประเทศอื่นๆที่ประกาศออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ เช่น ตัวเลขดัชนีชี้นำการผลิต (Purchasing Managers Index: PMI) ของจีน ได้ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าระดับ 50 เป็นระยะเวลามากกว่า 5 เดือนติดต่อกัน โดยดัชนีการผลิตในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ระดับ 53.2 (ดัชนีชี้นำการผลิต PMI สูงกว่า 50 แสดงถึงการขยายตัวของภาคการผลิต)

2.นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลจากปัญหาการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกาหลังการประกาศผลการทดสอบความเข้มแข็งของสถาบันการเงิน (Stress Test)

3.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลต่างๆทั่วโลกช่วยให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและมีผลทำให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ

จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเพิ่มน้ำหนักการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง (Risky Assets) เช่น หุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ และลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของเงินทุนดังกล่าว ทำให้ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นทั่วโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นและเงินเหรียญสหรัฐมีทิศทางอ่อนค่าลง

นอกจากนี้ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบที่นิวยอร์กเริ่มมีสัญญาณการเก็งกำไรจากนักลงทุน โดยจะเห็นได้จากปริมาณซื้อสุทธิที่เพิ่มขึ้น

แนวโน้มและบทสรุปดังกล่าวข้างต้น น่าจะพอใช้เป็นข้อมูลหรือความรู้ให้แก่นักลงทุนได้ไม่มากก็น้อย ส่วนจะเป็นไปตามคาดการณ์หรือไม่ คงจะต้องดูด้วยว่าปัจจัยหรือตัวแปรด้านเศรษฐกิจที่มักจะนำมาวิเคราะห์ และกล่าวอ้างถึง โดยหากมองถึงเศรษฐกิจโลกแล้ว ขณะนี้ยังคงส่งสัญญาณในทิศทางที่ดี ทั้งในเรื่องของความเชื่อมั่น และตัวเลขผลประกอบการที่ทยอยออกมา แต่หากหลังจากนี้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาอย่าง สงครามในตะวันออกกลาง หรือ ปัญหาสถาบันการเงินของประเทศสหรัฐอเมริการุนแรงขึ้น เป็นไปได้ว่าราคาน้ำมันจะพุ่งพรวด หรือ ทรุดฮวบ ด้านใดด้านหนึ่งได้เช่นกัน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksmecare.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: