พันธบัตรออมทรัพย์ขยับ สภาพคล่อง-ดอกเบี้ยสะเทือน

520716101547578เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2552 ที่ผ่านมา การเปิดจําหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งให้กับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

จนรัฐบาลต้องปรับเพิ่มวงเงินจากเดิมที่กําหนดไว้ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท มาเป็น 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งก็สามารถจําหน่ายได้หมดทั้งจํานวนภายในเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งการเปิดจําหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งให้กับประชาชนทั่วไปและผู้มีสิทธิซื้อเพิ่มขึ้นเป็น 5 หมื่นล้านบาท รวมยอดการออกพันธบัตรงวดแรก 8 หมื่นล้านบาท คาดว่าสามารถจําหน่ายได้ทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน

ทั้งนี้ การออกพันธบัตรของรัฐบาลในครั้งนี้ นับว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่ทําให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินฝากบางส่วนออกจากระบบธนาคารพาณิชย์

หากมองไปในระยะข้างหน้า จะพบว่ายังมีทางเลือกการออมอื่นๆ ที่อาจจูงใจให้เกิดการโยกย้ายเงินออมออกจากบัญชีเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในทางเลือกนั้นก็คือ หุ้นกู้เอกชน โดยจากการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภาคธุรกิจอาจมีแนวโน้มเสนอขายหุ้นกู้เอกชนอีกเป็นจํานวนราว 1 แสนล้านบาท ในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 หลังจากที่ได้มีการเสนอขายไปแล้วประมาณกว่า 2 แสนล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองเกี่ยวกับประเด็นการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งของรัฐบาล รวมถึงนัยทางด้านสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไทย โดยสรุปดังนี้

ความต้องการแสวงหาผลตอบแทนที่จูงใจของผู้ออม

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ออมล้วนมีความต้องการที่จะได้รับผลตอบแทนจากการออมเงินในอัตราที่ดีที่สุด ภายใต้ระดับความเสี่ยงและสภาพคล่องที่เหมาะสม ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาหรือก่อนที่จะมีการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งของรัฐบาลนั้น เป็นจังหวะเวลาที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์อยู่ในทิศทางขาลงและมีระดับต่ำตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ผู้ออมส่วนใหญ่จึงได้มีการทยอยโยกย้ายเงินฝากออกไปลงทุนในทางเลือกการออมอื่นๆ (ทั้งกองทุนรวมประเภทต่างๆ

ซึ่งรวมถึงกองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ ทองคํา ตั๋วแลกเงิน และหุ้นกู้เอกชน) เนื่องจากคาดหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก จึงกล่าวได้ว่าความต้องการการแสวงหาผลตอบแทนที่จูงใจของ ผู้ออมไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้น เมื่อรัฐบาลออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง แต่ได้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม การที่พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง มีเงื่อนไขหรือรูปแบบที่ตรงกับความต้องการของผู้ออม (พันธบัตรอายุ 5 ปี เสนออัตราดอกเบี้ยแบบ ขั้นบันได โดยในปีที่ 1-2 อยู่ที่ 3% ต่อปี ในปีที่ 3 อยู่ที่ 4% และในปีที่ 4-5 อยู่ที่ 5% อีกทั้งมีความเสี่ยงต่ำเพราะรัฐบาลเป็นผู้ออก) โดยเฉพาะผู้ออมรายย่อย ที่อาจจะไม่สามารถเข้าถึงทางเลือกการออมอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่ ขณะที่พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งมีการกําหนด วงเงินซื้อขั้นต่ำและขั้นสูงต่อราย จึงส่งผลให้การเปิดจําหน่ายพันธบัตรดังกล่าวได้รับการตอบรับที่ล้นหลาม โดยเฉพาะจากผู้สูงอายุทั่วไป

จังหวะที่ดีสําหรับการเสนอขายหุ้นกู้เอกชนที่มีคุณภาพ

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยน่าที่จะได้ผ่านสภาวะที่เลวร้ายที่สุดมาแล้วหลังจากที่หดตัวลงถึง 7.1% (Year-on-Year) ในไตรมาส 1/2552 โดยมีแนวโน้มที่เศรษฐกิจไทยอาจทยอยลดอัตราติดลบลงในไตรมาสถัดๆ ไป ซึ่งส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าวัฏจักรขาลงของอัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินไทยคงจะสิ้นสุดลงแล้ว

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป คงจะทําให้อัตราดอกเบี้ยยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง หรือไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นเร็วเกินไปในระยะที่เหลือของปี 3

ทั้งนี้ ภายใต้ภาวะดังกล่าวนับว่าน่าจะเป็นจังหวะที่ดีสําหรับการระดมทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยแม้ว่าการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งของรัฐบาล รวมทั้งการออกหุ้นกู้ของบริษัทขนาดใหญ่ในเดือนก.ค.นี้ อาจเป็นการสร้างอัตราผลตอบแทนอ้างอิงที่มีระดับสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากพอสมควร ซึ่งคงจะมีผลต่อต้นทุนการออกหุ้นกู้เอกชนของบริษัทอื่นๆ ให้ขยับตัวสูงขึ้นบ้างตามระดับความเสี่ยง และความน่าเชื่อถือที่แตกต่างกัน แต่การกําหนดอัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและความน่าเชื่อถือของบริษัท

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้รับการจัดอันดับเครดิตสูงกว่าระดับน่าลงทุน (Investment Grade) กอปรกับหากบริษัทที่ต้องการระดมทุนเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินมั่นคง ก็คงจะทําให้หุ้นกู้ของบริษัทนั้นๆ เป็นหุ้นกู้ที่มีคุณภาพ และได้รับความสนใจเข้าลงทุนจากผู้ออม โดยเฉพาะในภาวะที่ผู้ออมยังมีความต้องการแสวงหาผลตอบแทนจูงใจผ่านการลงทุนในทางเลือกต่างๆ นอกเหนือจากการฝากเงินไว้ที่ธนาคารพาณิชย์ เช่นปัจจุบันนั่นหมายความว่าบริษัทที่มีความต้องการเงินทุนเหล่านั้น คงจะสามารถระดมเงินทุนระยะกลางถึงยาวได้นับตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งภาระต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายยัง ไม่ปรับตัวสูงขึ้นไปมากนัก

ผลต่อสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์

จากตัวเลขสินทรัพย์สภาพคล่องใน งบดุลของธนาคารพาณิชย์ไทยที่ยังมีอยู่สูงถึงกว่า 2 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือนพ.ค. 2552 ทําให้อาจดูเหมือนว่าการทยอยไหลออกของเงินฝากไปสู่ทางเลือกการออมอื่นๆ น่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนักในแง่ของปริมาณสภาพคล่องของระบบธนาคาร เพราะแม้สภาพคล่องอาจจะลดลงเมื่อเงินฝากถูกถอนออกไปในขาแรก แต่คงมีสภาพคล่องบางส่วนที่ทยอยไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่มีผลต่อการ กําหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขสินทรัพย์สภาพคล่องดังกล่าวเพียงประการเดียว โดยการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์อาจจะเกิดขึ้นได้ ถึงแม้ว่าธนาคารเหล่านั้นจะยังคงมีฐานะสภาพคล่องในระดับสูงก็ตาม ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าธนาคารพาณิชย์ยังไม่ได้เข้ามาแข่งขันกันสู้ราคา หรือล็อกเงินฝากผ่านโครงการเงินออมต่างๆ อย่างเต็มที่มากนัก โดยเหตุผลสําคัญก็เพราะว่าสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังคงมีทิศทางที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่องตามภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้การดําเนินการดังกล่าวอาจนํามาซึ่งภาระต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับรายได้ดอกเบี้ยรับที่ชะลอตัวลง

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังธนาคารพาณิชย์หลายแห่งก็ได้เริ่มออกผลิตภัณฑ์เงินฝากระยะยาวพิเศษ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจําตามปกติ เพื่อรักษาฐานลูกค้าของตนไว้มากขึ้นบ้างแล้ว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า จุดเปลี่ยนสําคัญที่ต้องติดตามในระยะถัดไป ซึ่งคงจะมีผลทําให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเข้าสู่สนามแข่งขันด้านราคามากขึ้น ก็คือ ภาวะสินเชื่อ และกลไกการแข่งขัน

ทั้งนี้ หากสินเชื่อเริ่มมีสัญญาณในเชิงบวกมากขึ้นตามการทยอยฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ธนาคารพาณิชย์อาจมีแนวโน้มที่จะค่อยๆ ดําเนินการล็อกเงินทุนระยะกลางถึงยาวไว้ ผ่านการนําเสนอผลิตภัณฑ์เงินออมพิเศษต่างๆ เพื่อรักษาฐานลูกค้าและฐานเงินทุนของตนให้มีความเข้มแข็งสําหรับรองรับการขยายกิจการในอนาคตข้างหน้า

ถึงแม้ว่าธนาคารเหล่านั้นจะยังมีฐานะสภาพคล่องในปริมาณที่สูง และนโยบายอัตราดอกเบี้ยของทางการจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ตาม ในขณะที่ กลไกการแข่งขัน ทั้งจากธนาคารพาณิชย์ด้วย กันเองและกับทางเลือกการออมอื่น จะ ผลักดันให้ความถี่ของการออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของธนาคารมีเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งผลตอบแทนของผลิตภัณฑ์ก็จะยิ่งขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจูงใจผู้ออม

อย่างไรก็ตาม หากการขยายสินเชื่อไม่สามารถจะเติบโตได้เร็วตามที่คาดหวัง จังหวะเวลาของการเข้าสู่สนามแข่งขันกันสู้ราคาของธนาคารพาณิชย์ ก็คงจะล่าช้าออกไปจากกรณีแรก

18810

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: