<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Ksmecare&#039;s Blog</title>
	<atom:link href="http://ksmecare.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://ksmecare.wordpress.com</link>
	<description>Just another WordPress.com weblog</description>
	<lastBuildDate>Sat, 26 Dec 2009 14:19:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='ksmecare.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Ksmecare&#039;s Blog</title>
		<link>http://ksmecare.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://ksmecare.wordpress.com/osd.xml" title="Ksmecare&#039;s Blog" />
	<atom:link rel='hub' href='http://ksmecare.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>19 กิจการมาบตาพุดมีลุ้นได้เฮ!</title>
		<link>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/26/19/</link>
		<comments>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/26/19/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Dec 2009 14:19:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksmecare</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าของธุรกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksmecare.wordpress.com/?p=444</guid>
		<description><![CDATA[19 โครงการมาบตาพุด มูลค่า รวม 7.7 หมื่นล้านบาท ได้ลุ้น มีโอกาสขอยกเว้น การคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากไม่ใช่ประเภทรุนแรง แต่อีก 8 โครงการหมื่นกว่าล้านส่อระงับถาวร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม. ติดตามรายงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย  เพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง  ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานฯ แก้ไขปัญหาพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง คณะกรรมการฯ ได้รายงานสถานะโครงการที่แท้จริง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยใน 65 โครงการแยกเป็น 23 โครงการที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการก่อสร้างหรือขออนุญาตดำเนินการใดๆทั้ง สิ้น ดังนั้น ทั้ง 23 โครงการถือว่าอยู่ในขั้นตอน การขออนุญาตตามปกติ แต่อาจจะใช้เวลามากขึ้นตามมาตรฐานกฎหมายใหม่ ซึ่งต้องทำตามมาตรา 67 วรรคสอง  โครงการเหล่านี้จึงถือว่าได้รับผลกระทบ เล็กน้อยหรือไม่กระทบเลย ขณะที่อีก 42 โครงการที่เหลือ มีการดำเนินการและเปิดประกอบกิจการแล้ว 11 โครงการ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=444&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong></p>
<div><img src="http://www.ksmecare.com/imagesNews/521223101205116.jpg" alt="" /></div>
<p>19 โครงการมาบตาพุด มูลค่า รวม 7.7 หมื่นล้านบาท ได้ลุ้น มีโอกาสขอยกเว้น การคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากไม่ใช่ประเภทรุนแรง แต่อีก 8 โครงการหมื่นกว่าล้านส่อระงับถาวร</strong></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>
<table align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.ksmecare.com/ImagesUpload/NewsEditor/news_231209_01.jpg" border="1" alt="19 โครงการมาบตาพุด " hspace="3" vspace="3" align="right" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม. ติดตามรายงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย  เพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง  ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานฯ แก้ไขปัญหาพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง</p>
<p>คณะกรรมการฯ ได้รายงานสถานะโครงการที่แท้จริง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยใน 65 โครงการแยกเป็น 23 โครงการที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการก่อสร้างหรือขออนุญาตดำเนินการใดๆทั้ง สิ้น ดังนั้น ทั้ง 23 โครงการถือว่าอยู่ในขั้นตอน การขออนุญาตตามปกติ แต่อาจจะใช้เวลามากขึ้นตามมาตรฐานกฎหมายใหม่ ซึ่งต้องทำตามมาตรา 67 วรรคสอง  โครงการเหล่านี้จึงถือว่าได้รับผลกระทบ เล็กน้อยหรือไม่กระทบเลย</p>
<p>ขณะที่อีก 42 โครงการที่เหลือ มีการดำเนินการและเปิดประกอบกิจการแล้ว 11 โครงการ ก่อสร้างแล้วเสร็จ 9 โครงการ และอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีก 22 โครงการ ซึ่งหลังจากเอกชนไปดูคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดอนุญาต 11 โครงการให้ดำเนินการได้ และนำหลักเกณฑ์ไปเปรียบเทียบคิดว่าจะสามารถทำเรื่องขอเสนอข้อเท็จจริงไปยัง ศาลเพื่อขอให้ยกเลิกการระงับโครงการ โดยระบุว่าอยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกับ 11 โครงการได้  อีก 19 โครงการ เป็นโครงการที่ดำเนินการอยู่ 4 โครงการ ก่อสร้างเสร็จ 8 โครงการ  และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ ซึ่งเอกชนจะนำเสนอ แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของศาล</p>
<p>ส่วนที่เหลืออีก 23 โครงการในกลุ่ม 42 โครงการ  ที่ยังได้ยื่นขอศาลในครั้งนี้ มี 15 โครงการที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง 1 โครงการที่ก่อสร้างเสร็จและ 7 โครงการที่ดำเนินการอยู่ เพราะยังมีรายละเอียดที่เข้าหลักเกณฑ์ไม่เพียงพอนั้น หาก 15 โครงการต้องการก่อสร้างต่อ และนำเสนอได้ว่า การก่อสร้างที่ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม โดยยอมรับความเสี่ยงได้ว่า เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วจะได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการหรือไม่ก็ได้ จะขอให้ศาลอนุญาตให้ดำเนินการก่อสร้างต่อก็ทำได้ และในทุกกรณีโครงการเหล่านี้พร้อมที่จะทำตามกระบวนการของมาตรา 67 วรรคสอง  อย่างไรก็ตาม  คงเหลือเพียง 8 โครงการ  มูลค่าประมาณหมื่นกว่าล้านบาทที่ไม่เห็นว่ามีช่องทางที่จะไปดำเนินการให้ เข้าหลักเกณฑ์</p>
<p>ด้านนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หลังจากนี้เอกชนสามารถยื่นขอคุ้มครองจากศาลปกครองกลางเป็นรายๆ ไป โดย 19 โครงการดังกล่าวมีมูลค่ารวม 77,000 ล้านบาท  ที่มีโอกาสมากสุด โดยเหตุผลที่สำคัญคือ เป็นโครงการที่ไม่ใช่ประเภทรุนแรง เป็นโครงการที่ไม่มีการผลิต หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งการดำเนินการเพื่อลดมลพิษ</p>
<p>ขณะเดียวกันนอกเหนือจาก 19 กิจการที่มีโอกาสขอยกเว้นการคุ้มครองชั่วคราวยังพบว่ามีอีก 15 กิจการ  มูลค่า 83,000 ล้านบาท  เป็นกิจการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างที่เข้าข่ายยื่นศาลได้ แต่ยังมีประเด็นที่ต้องหาเหตุผลเข้าไปเพิ่มเติม  ส่วนที่เหลืออีก 8 กิจการ  จาก 42  กิจการ  ยอมรับว่าค่อนข้างจะยื่นขอให้ศาลพิจารณาได้ยาก  เนื่องจากเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดน้อยมาก</p>
<p>&#8220;รัฐบาลจะจัดทำข้อมูลเตรียมพร้อมไว้ให้ เอกชนที่สามารถมาขอข้อมูลดังกล่าว เพื่อนำไปประกอบการยื่นคำขอต่อศาลให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ ส่วนการยื่นขอภาคเอกชน แต่ละกิจการต้องยื่นด้วยตนเอง โดยมูลค่ารวมของกิจการที่เข้าข่ายสามารถยื่นได้รวม 19 กิจการที่มีโอกาสค่อนข้างสูงและอีก 15 กิจการที่มีโอกาสลุ้น  รวมมูลค่าลงทุน 160,000 ล้านบาท หากได้รับการผ่อนผันให้สามารถเดินหน้าโครงการได้ ก็จะบรรเทาความเดือดร้อนของภาคเอกชนได้ระดับหนึ่ง&#8221;</p>
<p>ขณะที่หลักเกณฑ์การปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 67 วรรคสอง  ของรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้น ครม.ได้แจ้งว่าคณะกรรมการ 4 ฝ่าย  จะสรุปกรอบการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) และการรับฟังความเห็นต่อประชาชนเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่ง ชาติในวันที่ 24 ธ.ค. และจะสามารถประกาศปรับปรุงประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้ว  นำเสนอ ครม. วันที่ 29 ธ.ค.นี้  เพื่อให้มีกรอบการดำเนินการต่อไป</p>
<table align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.ksmecare.com/ImagesUpload/NewsEditor/25952.jpg" border="1" alt="19 โครงการมาบตาพุด " hspace="3" vspace="3" width="430" height="312" align="right" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>สำหรับ 19 กิจการคือ<br />
1. บริษัทอทิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด<br />
2. บริษัทพีทีที ฟีนอล จำกัด<br />
3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ไปยังบริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด, บริษัทอะโรเมติกส์  จำกัด (มหาชน)<br />
4. บริษัทอุเบะ ไนล่อน (ประเทศไทย) จำกัด<br />
5. บริษัทอทิตยาเบอร์ล่า เคมีคัลส์ จำกัด<br />
6. บริษัท ปตท.เคมีคอล จำกัด (มหาชน)<br />
7. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โครงการผลิตโพลิเอทิลีน<br />
8. บริษัทบางกอกโพลีเอทีลีน จำกัด ขยายโรงงานผลิต BPEX<br />
9. บริษัทบางกอกโพลีเอทาลีน จำกัด ขยายโรงงานผลิตพลาสติก BPEX<br />
10. บริษัทไทยเอทานอลเอมีน<br />
11. บริษัทไทยเอ็มเอ็มเอ จำกัด<br />
12. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6<br />
13. บริษัท ไทยโพลีเอททิลีน จำกัด โครงการผลิตเม็ดพลาสติกโพลิเอททีลีน<br />
14. บริษัทกรุงเทพซินธิติกส์ จำกัด 15. บริษัทไทยพลาสติก เคมีภัณฑ์<br />
16. บริษัทสยามโพลีเอททิลีน จำกัด<br />
17. บริษัทสยามเลเทกซ์สังเคราะห์<br />
18. บริษัทไทยโพลีเอทาทิลีน<br />
19. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขยายกำลังผลิตเม็ดพลาสติกความหนาแน่นสูง</p>
<p>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a title="KSMECARE" href="http://www.ksmecare.com" target="_self">www.ksmecare.com</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksmecare.wordpress.com/444/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksmecare.wordpress.com/444/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksmecare.wordpress.com/444/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksmecare.wordpress.com/444/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksmecare.wordpress.com/444/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksmecare.wordpress.com/444/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksmecare.wordpress.com/444/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksmecare.wordpress.com/444/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksmecare.wordpress.com/444/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksmecare.wordpress.com/444/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksmecare.wordpress.com/444/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksmecare.wordpress.com/444/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksmecare.wordpress.com/444/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksmecare.wordpress.com/444/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=444&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/26/19/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45ff0b2e8c2ebe8a62a3fb8e7a54c780?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksmecare</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.ksmecare.com/imagesNews/521223101205116.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://www.ksmecare.com/ImagesUpload/NewsEditor/news_231209_01.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">19 โครงการมาบตาพุด </media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.ksmecare.com/ImagesUpload/NewsEditor/25952.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">19 โครงการมาบตาพุด </media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>โค้งสุดท้ายวางแผนภาษี</title>
		<link>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/24/last/</link>
		<comments>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/24/last/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Dec 2009 18:25:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksmecare</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[จดทะเบียนการค้า]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ sme]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจขนาดย่อม]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าของธุรกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksmecare.wordpress.com/?p=442</guid>
		<description><![CDATA[ใกล้ จะสิ้นปีแล้ว ปีหนึ่งๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดิฉันวิเคราะห์เองว่า ในสมัยเราเป็นเด็ก แต่ละวันผ่านไปอย่างยาวนาน เพราะเรามีสิ่งใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้มากมาย เมื่อโตขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เราก็ไม่ตื่นเต้นกับสิ่งที่เราเห็นหรือได้เรียนรู้มาแล้ว วันๆ หนึ่งจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว การเปิดรับ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องการความก้าวหน้า ต้องการความมีชีวิตชีวาและกระฉับกระเฉงในชีวิต ท่านจะสังเกตว่า ในวันที่เราเดินทางไปในสถานที่ใหม่ๆ พบผู้คนที่เรายังไม่เคยรู้จัก เราจะรู้สึกว่าวันนั้นจะยาว และเราได้ทำอะไรมากมาย ในแต่ละวัน  จริงๆ แล้วทุกชั่วโมงก็ยาวเท่ากัน ทุกวันก็มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่เวลาที่มีสิ่งใหม่ เวลาที่เราได้เรียนรู้ จะทำให้เรารู้สึกว่าช่วงเวลานั้นยาวนานขึ้น มีความหมายขึ้น วันนี้อยากเตือนท่านให้วางแผนภาษีก่อนสิ้นปีภาษีค่ะ  เหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์ ท่านต้องรีบดูแลแล้วค่ะ อย่างแรกคือ การลงทุนเพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ซึ่งท่านจะได้สิทธินำเงินลงทุนไปหักออกจากรายได้พึงประเมินได้สูงสุดถึง 15% ของเงินรายได้ทุกประเภท แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท  RMF มีให้เลือกหลายนโยบาย ทั้งกองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้และพันธบัตร กองทุนผสม [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=442&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong></p>
<div style="text-align:center;"><img src="http://www.ksmecare.com/imagesNews/521222100608631.jpg" alt="" /></div>
<p>ใกล้ จะสิ้นปีแล้ว ปีหนึ่งๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดิฉันวิเคราะห์เองว่า ในสมัยเราเป็นเด็ก แต่ละวันผ่านไปอย่างยาวนาน เพราะเรามีสิ่งใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้มากมาย</strong></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>
<p>เมื่อโตขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เราก็ไม่ตื่นเต้นกับสิ่งที่เราเห็นหรือได้เรียนรู้มาแล้ว วันๆ หนึ่งจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว<br />
การเปิดรับ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องการความก้าวหน้า ต้องการความมีชีวิตชีวาและกระฉับกระเฉงในชีวิต</p>
<p>ท่านจะสังเกตว่า ในวันที่เราเดินทางไปในสถานที่ใหม่ๆ พบผู้คนที่เรายังไม่เคยรู้จัก เราจะรู้สึกว่าวันนั้นจะยาว และเราได้ทำอะไรมากมาย ในแต่ละวัน  จริงๆ แล้วทุกชั่วโมงก็ยาวเท่ากัน ทุกวันก็มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่เวลาที่มีสิ่งใหม่ เวลาที่เราได้เรียนรู้ จะทำให้เรารู้สึกว่าช่วงเวลานั้นยาวนานขึ้น มีความหมายขึ้น</p>
<p>วันนี้อยากเตือนท่านให้วางแผนภาษีก่อนสิ้นปีภาษีค่ะ  เหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์ ท่านต้องรีบดูแลแล้วค่ะ</p>
<p><strong><span style="color:#008000;">อย่างแรก</span></strong>คือ การลงทุนเพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ซึ่งท่านจะได้สิทธินำเงินลงทุนไปหักออกจากรายได้พึงประเมินได้สูงสุดถึง 15% ของเงินรายได้ทุกประเภท แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท  RMF มีให้เลือกหลายนโยบาย ทั้งกองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้และพันธบัตร กองทุนผสม กองทุนหุ้นทุน และกองทุนที่ไปลงทุนต่างประเทศ</p>
<p><strong><span style="color:#008000;">อย่างที่สอง</span></strong>คือ กองทุนหุ้นระยะยาว หรือ LTF ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ลงทุนในหุ้นในระยะยาว ท่านก็สามารถนำไปหักออกจากรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีได้ ตั้งแต่ 3-15% ของรายได้ทุกประเภท  โดยปีไหนอยากลงทุนเท่าไรก็ได้ แต่เงินลงทุนแต่ละก้อนต้องลงทุนนานเกินกว่า 5 ปีปฏิทิน คือลงทุนในปี 2552 นี้ จะขายคืนได้ในปี 2556 ค่ะ  ลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของรายได้เช่นกัน</p>
<p><strong><span style="color:#008000;"> อย่างที่สาม</span></strong>คือ เบี้ยประกันชีวิตแบบออมทรัพย์หรือสะสมทรัพย์ ที่กรมธรรม์มีระยะเวลาเอาประกันไม่น้อยกว่า 10 ปี มีการคืนเงินไม่เกิน 20% ของเบี้ยที่นำส่งไป  สามารถหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท</p>
<p><strong><span style="color:#008000;"> อย่างที่สี่ </span></strong>คือดอกเบี้ย เงินกู้เพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย หักลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท</p>
<p><strong><span style="color:#008000;">อย่างที่ห้า </span></strong>เงินบริจาคต่างๆ สามารถหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย  และเงินบริจาคเพื่อการศึกษา สามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่า</p>
<p><strong><span style="color:#008000;"> อย่างที่หก </span></strong>คือ เงินหักลดหย่อนการเลี้ยงดูบุพการี หักได้ท่านละ 30,000 บาท  แต่ต้องให้แน่ใจว่า บุพการี มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีนะคะ  ถ้าเกินก็หักลดหย่อนไม่ได้ค่ะ ถือว่ามีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตขั้นต่ำแล้ว  ซึ่งดิฉันไม่เห็นว่าคนมีรายได้ 30,000 บาทต่อปี หรือเดือนละ 2,500 บาทต่อเดือนจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตขั้นต่ำตรงไหนเลย  โดยเฉพาะถ้าอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร</p>
<p>และ<strong><span style="color:#008000;">อย่างสุดท้าย </span></strong>เงินหักลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือยังไม่มีรายได้</p>
<p>รายละเอียดดิฉันเขียนเอาไว้ ในนิตยสารแอลฉบับเดือนธันวาคม ซึ่งท่านสามารถติดตามอ่านได้ค่ะ</p>
<p>วันนี้อยากจะขอเน้นเรื่องการเลือกลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ และกองทุนรวมหุ้นระยะยาวในปีนี้ เพราะมีผู้สอบถามเข้ามามาก</p>
<p>กองทุนรวมหุ้นระยะยาว ท่านไม่มีสิทธิเลือกว่าจะลงทุนในนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นนอกจาก หุ้น แต่ท่านยังเลือกได้ 2 อย่างคือ เลือก เลือกสัดส่วนการลงทุนในหุ้นทุน และเลือกนโยบายการจ่ายเงินปันผล</p>
<p>การเลือกสัดส่วนลงทุนในหุ้นนั้น ท่านเลือกได้ว่าจะลงทุนในหุ้นสูงสุดเพียงประมาณขั้นต่ำ หรือลงทุนแบบมีการทำป้องกันความเสี่ยงไว้บางส่วน หรือจะลงทุนปกติ คือมีหุ้นโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 65% ในรอบปีบัญชี</p>
<p>นอกจากนี้ ท่านยังสามารถเลือกนโยบายปันผล ได้ว่าจะรับหรือไม่รับเงินปันผล  ส่วนตัวดิฉันแนะนำให้เลือกกองทุนที่มีการจ่ายเงินปันผลค่ะ เพราะตลาดหุ้นไทยในปีหน้า ก็จะเหมือนตลาดหุ้นทั่วโลก คือจะผันผวน  การรับเงินปันผลจึงเป็นการลดความเสี่ยงด้วยการนำกำไรมาเก็บตุนไว้ก่อนบาง ส่วน แม้ว่าเงินปันผลจะจ่ายได้ไม่เกิน 30% ของกำไร และต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% ก็ตาม  ดิฉันว่ายังคุ้มค่ะ</p>
<p>ส่วนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพนั้น ท่านสามารถเลือกได้หลายนโยบาย  ถ้าต้องการความเสี่ยงน้อย โดยคาดหวังผลตอบแทนต่ำ ให้เลือกกองทุนตลาดเงิน  หากรับความผันผวนของผลตอบแทนได้บ้าง ก็เลือกกองทุนพันธบัตร หรือกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนทั้งพันธบัตรและหุ้นกู้ภาคเอกชน</p>
<p>รับความผันผวนได้ปานกลาง และคาดหวังผลตอบแทนปานกลาง ให้เลือกลงทุนในกองทุนผสม ซึ่งจะมีการลงทุนทั้งหุ้นทุนและตราสารหนี้</p>
<p>รับความผันผวนหรือความเสี่ยงได้สูง และมุ่งหวังผลตอบแทนที่สูงกว่า ในระยะยาว ให้เลือกกองทุนหุ้นทุน<br />
ผู้ ที่เลือกลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาวแล้ว และไม่อยากรับความเสี่ยงเพิ่มมากนัก ก็อาจจะลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพประเภทตลาดเงิน พันธบัตรหรือตราสารหนี้ หรือกองทุนผสม</p>
<p>ส่วนผู้ที่รับความเสี่ยงได้มาก อาจจะเป็นเพราะมีรายได้สูง ไม่มีภาระทางการเงิน หรือมีความมั่งคั่งโดยรวมสูงแล้ว สามารถเลือกกองทุนหุ้นทุนเพิ่มอีกได้ หรืออาจจะเลือกกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ หรือกองทุนที่ลงทุนในทองคำ หรือโภคภัณฑ์ได้</p>
<p>ทั้งนี้ควรจะมีการปรับเปลี่ยนการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ลงทุนด้วยค่ะ</p>
<p>อย่าลืมว่า การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ผลตอบแทนในอดีต ไม่สามารถบ่งชี้ถึงผลตอบแทนในอนาคต  นอกจากนี้ ท่านควรศึกษาข้อมูลให้ดี ก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง</p>
<p>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a title="KSMECARE" href="http://www.ksmecare.com" target="_blank">www.ksmecare.com</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksmecare.wordpress.com/442/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksmecare.wordpress.com/442/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksmecare.wordpress.com/442/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksmecare.wordpress.com/442/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksmecare.wordpress.com/442/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksmecare.wordpress.com/442/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksmecare.wordpress.com/442/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksmecare.wordpress.com/442/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksmecare.wordpress.com/442/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksmecare.wordpress.com/442/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksmecare.wordpress.com/442/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksmecare.wordpress.com/442/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksmecare.wordpress.com/442/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksmecare.wordpress.com/442/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=442&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/24/last/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45ff0b2e8c2ebe8a62a3fb8e7a54c780?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksmecare</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.ksmecare.com/imagesNews/521222100608631.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>มองเทรนด์บริหารจัดการ 2010 ในมุมที่ปรึกษา</title>
		<link>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/23/mana2010/</link>
		<comments>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/23/mana2010/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Dec 2009 09:56:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksmecare</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ sme]]></category>
		<category><![CDATA[sme credit]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksmecare.wordpress.com/?p=440</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา&#8221; ที่ปรึกษางานด้านการพัฒนาองค์ชี้ 5 เทรนด์บริหารจัดการ องค์กรในปี 2010 จากนี้จะมีศัพท์แสงแปลกใหม่ทางด้านการพัฒนาคนโดยอาศัยเทคโนโลยี นอกเหนือ E-Learning ที่คุ้นเคยแล้ว ก็คือ Webinar,Teleclass,podcast ทิศทางการบริหารจัดการสำหรับปี ค.ศ. 2010 มีอยู่ 5 ข้อสำคัญที่องค์กรธุรกิจต้องพิจารณาจัดหากลยุทธ์มาตั้งรับ หรือเพื่อเดินเชิงรุก นี่คือมุมมองของ อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด ซึ่งปัจจุบันเขายังเป็นที่ปรึกษางานด้านการพัฒนาองค์กร  (Organization Development) หรือ  ODให้กับองค์กรธุรกิจชั้นนำไทยหลายแห่ง และในวินาทีก็คงไม่ต้องชี้แจงกันอีกต่อไปว่าทำไมองค์กรธุรกิจต้องตระหนักถึง เรื่องความเปลี่ยนแปลง  ด้วยมีบาดแผลจากความเสียหายจำนวนมากที่ยังทิ้งร่องรอยและยังไม่หายสนิท   ซึ่งเทรนด์ 5 ข้อดังกล่าวก็คือ ข้อแรก  การโยกย้ายงาน จะมีมากขึ้น ดังนั้นเรื่องการบริหารพนักงานดาวเด่น (Talent Management) ในองค์กรจะมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการสรรหา พัฒนา และรักษาพนักงานเหล่านี้  นอกจากนั้นการสรรหาทายาท (Succession Planning) ก็จะเป็นอีกหนึ่ง โปรแกรมที่จะเป็นจุดสนใจของทุกๆ องค์กร &#8220;ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจปี [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=440&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong></p>
<div><img src="http://www.ksmecare.com/imagesNews/521221101412513.jpg" alt="" /></div>
<p>&#8220;อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา&#8221; ที่ปรึกษางานด้านการพัฒนาองค์ชี้ 5 เทรนด์บริหารจัดการ องค์กรในปี 2010</strong></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>
<p>จากนี้จะมีศัพท์แสงแปลกใหม่ทางด้านการพัฒนาคนโดยอาศัยเทคโนโลยี นอกเหนือ E-Learning ที่คุ้นเคยแล้ว ก็คือ Webinar,Teleclass,podcast</p>
<p><strong> <span style="color:#008000;">ทิศทางการบริหารจัดการสำหรับปี ค.ศ. 2010 มีอยู่ 5 ข้อสำคัญที่องค์กรธุรกิจต้องพิจารณาจัดหากลยุทธ์มาตั้งรับ หรือเพื่อเดินเชิงรุก</span></strong></p>
<p>นี่คือมุมมองของ <strong>อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา</strong> กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด ซึ่งปัจจุบันเขายังเป็นที่ปรึกษางานด้านการพัฒนาองค์กร  (Organization Development) หรือ  ODให้กับองค์กรธุรกิจชั้นนำไทยหลายแห่ง</p>
<p>และในวินาทีก็คงไม่ต้องชี้แจงกันอีกต่อไปว่าทำไมองค์กรธุรกิจต้องตระหนักถึง เรื่องความเปลี่ยนแปลง  ด้วยมีบาดแผลจากความเสียหายจำนวนมากที่ยังทิ้งร่องรอยและยังไม่หายสนิท   ซึ่งเทรนด์ 5 ข้อดังกล่าวก็คือ</p>
<p><strong> <span style="color:#008000;">ข้อแรก  การโยกย้ายงาน</span></strong> จะมีมากขึ้น ดังนั้นเรื่องการบริหารพนักงานดาวเด่น (Talent Management) ในองค์กรจะมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการสรรหา พัฒนา และรักษาพนักงานเหล่านี้  นอกจากนั้นการสรรหาทายาท (Succession Planning) ก็จะเป็นอีกหนึ่ง โปรแกรมที่จะเป็นจุดสนใจของทุกๆ องค์กร</p>
<p>&#8220;ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจปี 2010 จะมีแนวโน้มดีขึ้น  เพราะมองเห็นว่ามีข่าวด้านบวกมากกว่าด้านลบทำให้ทุกธุรกิจจะกระเตื้องขึ้น พร้อมๆ กับแผนขยายตัว    ดังนั้นจำนวนพนักงานย่อมต้องมีเพิ่มขึ้นเช่นกัน เรียกว่าปีหน้าจะเป็นปีทองของบริษัทจัดหางาน ส่วนองค์กรก็ต้องคำนึงถึงเรื่อง Employee Engagement หรือ ความผูกพันของพนักงาน เพื่อป้องกันไม่ให้สูญเสียพนักงานเก่งและดีไป&#8221;</p>
<p><strong> <span style="color:#008000;"> ข้อที่สอง  สหภาพแรงงานจะมีความสำคัญและเข้มแข็งมากขึ้น</span></strong> สาเหตุมาจากในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีทำให้มีการเลิกจ้าง หรือปรับลดค่าจ้างและสวัสดิการ พนักงานค่อนข้างมาก จึงทำให้พนักงานรวมกลุ่มกันเพื่อต่อรองกับนายจ้าง และหลายๆ องค์กร การรวมกลุ่มดังกล่าวค่อนข้างได้ผลเลยทำให้พนักงานจำนวนมากเห็นประโยชน์ของ การมีสหภาพแรงงาน</p>
<p>อภิวุฒิบอกว่าแนวทางในการรับมือที่ดีที่สุดก็คือ ต้องสื่อสารให้มากขึ้น  สหภาพแรงงานส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นเพราะพนักงานคิดว่าถ้าไม่รวมตัวกันก็หมายถึง ไม่มีอำนาจ  องค์กรจึงควรเปิดให้มีช่องทางในการสื่อสารใหม่ๆ หลายๆ ช่องทาง โดยเฉพาะช่องทางที่พนักงานสามารถสื่อสารถึงผู้บริหารระดับสูงได้โดยปลอดภัย</p>
<p>อีกปัจจัยหนึ่งที่เขาเชื่อว่าทำให้บรรยากาศผ่อนคลายได้ก็คือ ผู้บริหารควรต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติตัวเองเสียใหม่ โดยเปิดรับความคิดเห็นจากพนักงานข้างล่างให้มากยิ่งขึ้น ไม่แค่ใช้อำนาจเอาแต่ &#8220;สั่ง&#8221; เพียงอย่างเดียว<br />
<strong> <span style="color:#008000;"> ข้อที่สาม ช่องว่างระหว่างวัยในองค์กรเพิ่มขึ้นจนก่อให้เกิดเป็นความขัดแย้ง</span></strong> เพราะในช่วงที่ผ่านมาพนักงานที่มีอายุมาก (Baby Boom  และGen X) ทยอยออกจากองค์กรไป และการรับพนักงานใหม่ถูกอั้นไว้เป็นเวลาพอสมควร เมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แนวโน้มการจ้างงานจะมีสูงขึ้น และพนักงานที่รับเข้ามาใหม่ มักเป็น Gen Y อายุยังน้อย</p>
<p>องค์กรจึงควรมีการส่งเสริมให้พนักงานรุ่นเก่า กับพนักงานรุ่นใหม่สามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น เช่น  มีโครงการพี่เลี้ยง ให้คนรุ่นเก่านำทักษะและประสบการณ์สอนคนรุ่นใหม่  ซึ่งในทางกลับกันก็ควรมีโครงการ &#8220;พี่เลี้ยงกลับด้าน&#8221; (Reverted Mentoring) ซึ่งหมายถึงการให้คนรุ่นใหม่ชี้แนะในเรื่องที่คนรุ่นเก่าไม่ค่อยรู้เช่น เทคโนโลยี  เป็นต้น</p>
<p>นอกจากนั้นระบบการบริหารบุคลากร เช่น สวัสดิการ และผลประโยชน์ต่างๆ ก็ต้องออกแบบให้เหมาะกับพนักงานในแต่ละรุ่นด้วย เพราะความคาดหวังของ คนรุ่น Baby Boom&amp;Gen X ย่อมแตกต่างจากคนรุ่น Gen Y อย่างแน่นอน</p>
<p><strong> <span style="color:#008000;">ข้อที่สี่  องค์กรให้ความสนใจในเรื่อง จริยธรรม จรรยาบรรณ การรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น</span></strong> อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากระแสสังคมเริ่มพูดถึงความเก่ง และความดีของคนกันอย่างกว้างขวาง และมีแนวโน้มเหมือนว่าจะกลายเป็นวาระของชาติไปแล้วสำหรับการให้ความสำคัญกับ ความดี ความมีจรรยาบรรณ  และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ประเทศชาติ สิ่งแวดล้อม</p>
<p>ทั้งได้ยกตัวอย่าง มาบตาพุด ว่าน่าเป็นกรณีที่จุดชนวนความตื่นตัวในเรื่องดังกล่าวได้อย่างมหาศาล และทำให้ทุกคนในองค์กรหันมาสนใจความรู้ความเข้าใจในเรื่องของ CSR, Ethic, Code of  Conduct, Good Governance  มากขึ้น และร่วมไม้ร่วมมือกันทำอย่างจริงจัง</p>
<p><strong> <span style="color:#008000;">ข้อที่ห้า  องค์กรต้องเร่งฝีเท้าไล่กวดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี</span></strong><span style="color:#008000;"> </span> ไม่ว่าจะ 3G เรื่อง Web 2.0 หรือ แม้แต่กระแสของ Social Network  ดังนั้นการบริหารจัดการต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับแนวโน้มในข้อนี้ อาทิเช่น  การสรรหาพนักงานอาจต้องอาศัยช่องทางที่เป็น<br />
Social  Networking,Facebook,Twitter และ  Linkedin  แทนที่ช่องทางเดิมๆ อย่างหนังสือพิมพ์ หรือเว็บไซต์หางานทั่วๆ ไป เป็นต้น</p>
<p>&#8220;ไม่เว้นในเรื่องการพัฒนาบุคคล ที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เดิมเราทำเรื่องนี้กันในห้องเรียนเท่านั้น แต่จากนี้จะมีศัพท์แสงแปลกใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนโดยอาศัย เทคโนโลยี  นอกเหนือจาก E-Learning ที่เราคุ้นเคยแล้ว Webinar,Teleclass,podcast ก็กำลังจะกลายเป็นคำที่คุ้นชินในเร็ววันนี้&#8221;</p>
<p>อภิวุฒิยังบอกด้วยว่า เมื่อเร็วๆ นี้เขามีโอกาสอ่านบทความในนิตยสารต่างประเทศฉบับหนึ่งซึ่งสัมภาษณ์เด็กวัย รุ่นชาวอเมริกัน และพบว่ามีข้อความหนึ่งที่สะดุดตาสะดุดใจเป็นอันมาก เพราะคำกล่าวของวัยรุ่นอเมริกันที่ว่า คนรุ่นเก่า (ในสายตาของพวกเขา) นั้นยังคงใช้ Email ในการสื่อสาร แต่สำหรับพวกเขาจะสื่อสารกันทางเอ็ม (MSN) และ Short Message  (ทั้งๆ ที่คนไทยเพิ่งจะใช้ Email ได้คล่องกันเมื่อไม่นานมานี่เอง)</p>
<p><em> </em>ซึ่งเป็นหน้าที่องค์กรที่จะต้องฝึกฝีเท้า (อย่างหนักหน่วง) เพื่อไล่ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่วันนี้อาจจะไวกว่าแสงไปแล้ว</p>
<p>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่<a title="KSMECARE" href="http://www.ksmecare.com" target="_self"> www.ksmecare.com</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksmecare.wordpress.com/440/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksmecare.wordpress.com/440/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksmecare.wordpress.com/440/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksmecare.wordpress.com/440/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksmecare.wordpress.com/440/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksmecare.wordpress.com/440/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksmecare.wordpress.com/440/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksmecare.wordpress.com/440/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksmecare.wordpress.com/440/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksmecare.wordpress.com/440/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksmecare.wordpress.com/440/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksmecare.wordpress.com/440/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksmecare.wordpress.com/440/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksmecare.wordpress.com/440/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=440&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/23/mana2010/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45ff0b2e8c2ebe8a62a3fb8e7a54c780?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksmecare</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.ksmecare.com/imagesNews/521221101412513.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ 53 เหตุปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า วิกฤติมาบตาพุด-หนี้สินดูไบ-ญวนลดค่าเงิน</title>
		<link>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/21/53/</link>
		<comments>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/21/53/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Dec 2009 13:26:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksmecare</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[สินเชื่อ ธนาคาร]]></category>
		<category><![CDATA[เงินกู้]]></category>
		<category><![CDATA[เงินลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksmecare.wordpress.com/?p=438</guid>
		<description><![CDATA[คณะ เศรษฐศาสตร์ และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาิวิทยาลัยรังสิต ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2553 เดิม 2-3% ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.2 – 2.2% จากปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวมผ่านทางการชะลอตัวของภาคลง ทุน การจ้างงาน ภาคการค้าระหว่างประเทศและภาคการผลิต ผลกระทบจากวิกฤติมาบตาพุดส่งผลรุนแรงที่สุดต่อการลงทุนและการผลิตในภาค อุตสาหกรรม รวมทั้งการจ้างงาน ประเมินเบื้องต้นมีผลกระทบอย่างน้อย 6 ด้าน กรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อจะทำให้การจ้างงานโดยตรงและโดยอ้อมลดลงไม่ต่ำกว่า 200,000 คน ขั้นต้นจะว่างงานทันทีประมาณ 40,000-60,000 คน โดยจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์จากการชะลอตัวของการนำเข้าเพื่อการผลิต สร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น เมื่อประสานเข้ากับการลดค่าเงินของบางประเทศในเอเชียจะทำให้ภาคส่งออกได้รับ ผลกระทบค่อนข้างรุนแรง ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ทางคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตและศูนย์วิจัยเศรษฐกิจร์และธุรกิจเพื่อการปฏิรูป ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2553 เดิม 2-3% ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.2 [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=438&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong></p>
<div style="text-align:center;"><img src="http://www.ksmecare.com/imagesNews/52121810303513.jpg" alt="" /></div>
<p>คณะ เศรษฐศาสตร์ และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาิวิทยาลัยรังสิต ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2553 เดิม 2-3% ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.2 – 2.2% จากปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า </strong></p>
<table width="600">
<tbody>
<tr>
<td>
<p>ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวมผ่านทางการชะลอตัวของภาคลง ทุน การจ้างงาน ภาคการค้าระหว่างประเทศและภาคการผลิต ผลกระทบจากวิกฤติมาบตาพุดส่งผลรุนแรงที่สุดต่อการลงทุนและการผลิตในภาค อุตสาหกรรม รวมทั้งการจ้างงาน ประเมินเบื้องต้นมีผลกระทบอย่างน้อย 6 ด้าน</p>
<p>กรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อจะทำให้การจ้างงานโดยตรงและโดยอ้อมลดลงไม่ต่ำกว่า 200,000 คน ขั้นต้นจะว่างงานทันทีประมาณ 40,000-60,000 คน โดยจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์จากการชะลอตัวของการนำเข้าเพื่อการผลิต สร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น เมื่อประสานเข้ากับการลดค่าเงินของบางประเทศในเอเชียจะทำให้ภาคส่งออกได้รับ ผลกระทบค่อนข้างรุนแรง</p>
<p>ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ทางคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตและศูนย์วิจัยเศรษฐกิจร์และธุรกิจเพื่อการปฏิรูป ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2553 เดิม 2-3% ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.2 – 2.2% จากปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวมผ่านทางการชะลอตัวของภาคลง ทุน การจ้างงาน ภาคการค้าระหว่างประเทศและภาคการผลิต</p>
<p>สามปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ วิกฤติมาบตาพุด วิกฤติหนี้สินดูไบและการลดค่าเงินจะทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลง 0.8% (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากตารางด้านล่าง) มูลค่าเสียหายเบื้องต้นประมาณ 71,959 ล้านบาท ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับว่า กรณีมาบตาพุดมีความยืดเยื้อหรือแค่ไหน วิธีการแก้ปัญหาจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุน ต่างชาติอย่างมีนัยยสำคัญ</p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="5" width="600" bgcolor="#cee1c8">
<tbody>
<tr bgcolor="#e5f1e1">
<td width="300">ปัจจัยเสี่ยง</td>
<td width="150">ความเสียหายคิดเป็น % Growth ของ GDP ปี 53</td>
<td width="150">มูลค่าความเสียหาย<br />
เบื้องต้น (ล้านบาท)</td>
<td width="100">GDP Growth</p>
<p>ปี 2553</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ffffff">
<td>วิกฤติหนี้สินดูไบ+ เวียดนามลดค่าเงิน + การขยายตัวเศรษฐกิจต่ำกว่าคาดการณ์</td>
<td>0.3</td>
<td>26,985</td>
<td>1.7 – 2.7%</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ffffff">
<td>วิกฤติมาบตาพุด</td>
<td>0.5</td>
<td>44,975</td>
<td>1.5 – 2.5%</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ffffff">
<td>ผลรวม</td>
<td>0.8</td>
<td>71,959</td>
<td>1.2 – 2.2%</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ประเมินผลกระทบเกิดขึ้นอย่างน้อย 6 ด้าน จากกรณีวิกฤติมาบตาพุด เริ่มตั้งแต่<br />
1 ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักธุรกิจอุตสาหกรรมต่อระบบการลงทุนในอุตสาหกรรมหนักของไทย<br />
2 ผลกระทบด้านภาคการผลิตและอุปทานเกิดการขาดแคลนและชะงักงันในการผลิตสินค้า บางประเภท เช่น ก๊าซ LPG วัตถุดิบในการผลิตอุตสาหกรรมปลายน้ำ เป็นต้น<br />
3 ผลกระทบด้านอุปสงค์ผ่านทางการลงทุน การส่งออก การจ้างงาน และการบริโภค<br />
4 ผลกระทบต่องบประมาณของรัฐบาลและการจัดเก็บรายได้<br />
5 ผลกระทบต่อชุมชนสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจการลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก<br />
6 ผลกระทบต่อสถาบันการเงินและตลาดทุน (บริษัทจดทะเบียนที่ถูกระงับโครงการ)</p>
<p>ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ผลกระทบจากวิกฤติมาบตาพุดส่งผลรุนแรงที่สุดต่อการลงทุนและการผลิตในภาค อุตสาหกรรม รวมทั้งการจ้างงาน กรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อจะทำให้การจ้างงานโดยตรงและโดยอ้อมลดลงไม่ต่ำกว่า 200,000 คน ขั้นต้นจะว่างงานทันทีประมาณ 40,000-60,000 คน โดยจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์จากการชะลอตัวของการนำเข้าเพื่อการผลิต สร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น เมื่อประสานเข้ากับการลดค่าเงินของบางประเทศในเอเชียจะทำให้ภาคส่งออกได้รับ ผลกระทบค่อนข้างรุนแรง</p>
<p>ขณะที่วิกฤติการณ์หนี้สินดูไบบรรเทาลงจากการเข้ามาช่วยเหลือของรัฐบาลกลาง สหรัฐอาหรับเอมิเรต ผลกระทบของวิกฤตการณ์หนี้สินของ Dubai ผ่านภาคการเงินโดยตรง (Financial Impacts) ต่อไทยอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสถาบันการเงินไทยส่วนใหญ่ไม่มี Exposure กับกลุ่ม Dubai World และมีการลงทุนในตะวันออกกลางน้อยมาก นอกจากนี้ ฐานะการเงินของสถาบันการเงินไทยยังเข้มแข็ง อย่างไรก็ตามตลาดทุนตลาดเงินไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความผันผวนของ ตลาดเงินตลาดทุนบ้าง ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector Impacts) ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวก็อยู่ในวงจำกัด เช่นกัน เพราะการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างไทยและรัฐดูไบคิดเป็นสัดส่วนที่น้อย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางอ้อมจะมีต่อภาคส่งออกค่อนข้างมาก เนื่องจาก วิกฤติหนี้สินดูไบส่งผลกระทบต่อภาคการเงินและเศรษฐกิจในประเทศยุโรปบาง ประเทศและญี่ปุ่นที่เป็นตลาดหลักของสินค้าส่งออกไทย</p>
<p>ดร. อนุสรณ์ เตือนให้ภาครัฐและเอกชนดูแลกิจการที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยมี 10 ประเภทกิจการที่ต้องดูแลเป็นพิเศษและควรมีมาตรการป้องกันและผลศึกษาอย่าง ชัดเจนก่อนดำเนินโครงการเพื่อไม่ให้เกิดปํญหาเช่นเดียวกับ 65 โครงการในมาบตาพุด และ 10 ประเภทกิจการอาจเป็นเป้าหมายของการถูกฟ้องร้องให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองได้ ดูรายละเอียด 10 ประเภทกิจการจากตารางด้านล่าง</p>
<p>10 ประเภทกิจการกระทบชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่ต้องมีมาตรการป้องกันและศึกษาผลกระทบก่อน</p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="5" width="100%" bgcolor="#cee1c8">
<tbody>
<tr bgcolor="#e5f1e1">
<td><strong>ลำดับ</strong><strong> </strong></td>
<td><strong>ร่างประเภทโครงการ</strong><strong> </strong></td>
<td><strong>เหตุผล</strong><strong> </strong></td>
</tr>
<tr bgcolor="#ffffff">
<td valign="top">1</td>
<td valign="top">การถมทะเล หรือทะเลสาบ นอกเขตชายฝั่งเดิม</p>
<p>ไม่รวมการฟื้นฟูสภาพชายหาด</td>
<td>อยู่ในพื้นที่อ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อม</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ffffff">
<td valign="top">2</td>
<td valign="top">เหมืองแร่โลหะทุกชนิด</td>
<td>การใช้ประโยชน์ที่ดิน น้ำใต้ดิน การระบายน้ำ การแร่ ฝุ่นละออง</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ffffff">
<td valign="top">3</td>
<td valign="top">นิคมอุตสาหกรรมสำหรับอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเคมี</td>
<td>คุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ โลหะหนัก</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ffffff">
<td valign="top">4</td>
<td valign="top">โรงงานปิโตรเคมี เฉพาะชั้นต้นหรือชั้นกลาง</td>
<td>คุณภาพอากาศ</p>
<p>คุณภาพน้ำ</p>
<p>โลหะหนัก</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ffffff">
<td valign="top">5</td>
<td valign="top">โรงงานถลุงหรือหลอมโลหะ รวมเหล็กหรือเหล็กกล้า</td>
<td>คุณภาพอากาศ – น้ำ</p>
<p>โลหะหนัก</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ffffff">
<td valign="top">6</td>
<td valign="top">การผลิตหรือกำจัดหรือปรับแต่งสารกัมมันตรังสี</td>
<td>กากกัมมันตรังสี</p>
<p>การขนส่ง เสี่ยงอุบัติเหตุ</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ffffff">
<td valign="top">7</td>
<td valign="top">โรงไฟฟ้าทุกประเภท ขนาดกำลังผลิต 1000 เมกะวัตต์ขึ้นไป</td>
<td>คุณภาพอากาศ น้ำ เสี่ยงอุบัติเหตุ</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ffffff">
<td valign="top">8</td>
<td valign="top">โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกขนาด</td>
<td>กากนิวเคลียร์</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ffffff">
<td valign="top">9</td>
<td valign="top">การทำเกษตรกรรมเชิงการค้าเกี่ยวกับวัตถุดิบการผลิตอาหารที่เกี่ยวข้องกับ GM (Genetically Modified) GM หรือตัดแปลงพันธุกรรม โดยใช้เทคนิคการตัดต่อยีนทางพันธุวิศวกรรม</td>
<td>กระทบสิ่งแวดล้อม ดินน้ำ และอาจกระทบสุขภาพอนามัย</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ffffff">
<td valign="top">10</td>
<td valign="top">สนามกอล์ฟ ตั้งแต่ 18 หลุมมาตรฐานขึ้นไป</td>
<td>การใช้น้ำจำนวนมาก การตกค้างสารเคมีและเพิ่มภาวะโลกร้อน</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ปัจจัยเรื่องวิกฤติหนี้สินดูไบ และการลดค่าเงินของเวียตนามแม้นจะเป็นสภาวะแวดล้อมที่รัฐบาลไม่อาจควบคุมได้ แต่ภาครัฐและภาคเอกชนสามารถมีมาตรการรองรับผลกระทบได้ ขณะที่กรณีมาบตาพุดรัฐบาลต้องทำให้เกิดความชัดเจนและความรวดเร็วในกระบวนการ ปลดการระงับโครงการ 65 โครงการโดยให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2</p>
<p>นอกจากนี้ ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและธุรกิจเพื่อการปฎิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต ยังเสนอแนะอีกว่ารัฐบาลและภาคเอกชนควรทำงานในเชิงรุก โดยการสำรวจโครงการอุตสาหกรรมหนักทั้งหลายในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ หากยังไม่มีการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพและชุมชนให้รีบดำเนินการโดยด่วน</p>
<p>สำหรับมาตรการเฉพาะหน้าในการรับมือกับผลกระทบกรณีมาบตาพุดควรมุ่งดูแลผล กระทบต่อผู้ที่จะถูกเลิกจ้างทันที 40,000 – 60,000 คน และผลกระทบต่อเนื่องจากการว่างงานดังกล่าว โดยใช้เม็ดเงินจากโครงการไทยเข้มแข็งระยะที่สอง อีกเรื่องหนึ่งคือผลกระทบลูกโซ่ที่มีต่ออุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำที่ต้อง มีมาตรการรองรับเพื่อแก้ปัญหาให้ดี</p>
<p>ดร.อนุสรณ์ เสนอว่ารัฐบาลควรอัดฉีดงบประมาณการใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ควรขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไปแม้นปีหน้าอัตราเงิน เฟ้อปรับตัวสูงขึ้น แต่เป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากแรงกดดันทางด้านตันทุนและ Supply Shocks มากกว่า ทางด้านอุปสงค์ รวมทั้งควรมีการบริหารจัดการให้เงินบาทอ่อนค่าเพื่อประคองการส่งออกที่ได้ รับผลกระทบจากการที่หลายประเทศรวมทั้งเวียดนามทยอยลดค่าเงิน</p>
<p>ดร.อนุสรณ์ ได้เสนอทางออกของปัญหาวิกฤติมาบตาพุดว่า รัฐบาลควรจะจัดสรรเวลาในการศึกษาความเสียหายอย่างรอบด้าน จากการระงับการก่อสร้าง 65 โครงการและการก่อมลพิษของโรงงานเดิม ที่กำลังเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ควรได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยไม่นั่งรอรายงานจากหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง สถานการณการระงับการก่อสร้าง 65 โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ควรจะถือเป็น “วิกฤติของชาติ” ที่รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้กลไกของหน่วยงานราชการแก้ไขไปอย่างไม่มีเป้าหมายว่า จะหาทางออกได้เมื่อไรและอย่างไร กฏกติกาที่เข้มงวดมากขึ้นทางด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนเป็นเรื่องที่ดี ต่อประเทศในระยะยาวแต่ในระหว่างรอยต่อของการบังคับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญหาก ไม่จัดการให้ดีจะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างรุนแรงทั้งในระยะสั้น และระยะกลาง และอาจลามถึง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อระบบของประเทศไทยในระยะยาวได้หากไม่เร่งแก้ ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>แม้กระทั่งการแต่งตั้งอดีตนายกฯ อานันท์ ให้เป็นประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ก็ไม่ควรจะถือเป็นข้อแก้ตัวให้รอผลการประชุมของคณะกรรมกการ รัฐบาลต้องหาทางแก้ไขวิกฤติให้บรรเทาชั่วคราว อาทิเช่น การออกพระราชกำหนดแต่งตั้งองค์กรอิสระทางด้านสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ฯลฯ เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาก่อน</p>
<p>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a title="KSMECARE" href="http://www.ksmecare.com" target="_self">www.ksmecare.com</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksmecare.wordpress.com/438/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksmecare.wordpress.com/438/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksmecare.wordpress.com/438/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksmecare.wordpress.com/438/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksmecare.wordpress.com/438/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksmecare.wordpress.com/438/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksmecare.wordpress.com/438/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksmecare.wordpress.com/438/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksmecare.wordpress.com/438/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksmecare.wordpress.com/438/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksmecare.wordpress.com/438/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksmecare.wordpress.com/438/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksmecare.wordpress.com/438/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksmecare.wordpress.com/438/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=438&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/21/53/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45ff0b2e8c2ebe8a62a3fb8e7a54c780?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksmecare</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.ksmecare.com/imagesNews/52121810303513.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>อสังหาฯหวั่น&#8221;หลุมดำ&#8221;ฉุดตลาดปีเสือ รายกลาง-เล็กเจอตอถูกกั๊กสินเชื่อ บิ๊กแบรนด์ชี้ตลาดยังไม่ฟื้นตัว!</title>
		<link>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/20/blackhole/</link>
		<comments>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/20/blackhole/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Dec 2009 11:26:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksmecare</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[จดทะเบียนการค้า]]></category>
		<category><![CDATA[สินเชื่อ ธนาคาร]]></category>
		<category><![CDATA[เงินทุน]]></category>
		<category><![CDATA[เงินลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksmecare.wordpress.com/?p=436</guid>
		<description><![CDATA[อสัง หาฯปีเสือระวังภาพลวงตา บิ๊กแบรนด์ &#8220;แลนด์-เอเชี่ยน-แอล.พี.เอ็น.&#8221; ดาหน้าฟันธงตลาดไม่ได้ฟื้นตัวอย่างที่คิด ผู้ประกอบการรายกลาง-รายเล็กเจอทางตันแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ เปิดตัวเลขสถิติลอนช์โครงการใหม่ 5 ปีย้อนหลัง ตลาดรวมติดลบทุกโปรดักต์ทั้งบ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์-คอนโดฯ ตั้งแต่ 20-46% โบรกเกอร์แบข้อมูลหน้าใหม่-มือสมัครเล่นแห่ตุนแลนด์แบงก์หวังชิงเค้ก ด้าน ธอส.ให้ความหวังอัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรกปีหน้ายังไม่ขึ้นแน่นอน คลังอุบไต๋ต่อ-ไม่ต่อมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ นายสมชาย สกุลสุรรัตน์ ที่ปรึกษา รมช.กระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ &#8220;อสังหาริมทรัพย์ฟื้นแล้วจริงหรือ&#8221; จัดโดย &#8220;พร็อพเพอร์ตี้ แชนเนล&#8221; คลื่นข่าวอสังหาฯ-คมนาคม 102 เมกะเฮิรตซ์ ร่วมกับ &#8220;โฮมไบเออร์ไกด์&#8221; เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ระลอกใหม่ ขณะนี้ตัวแทนผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องการ ต่อหรือไม่ต่ออายุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาฯ ขึ้นหารือกับทางกระทรวงการคลัง ดังนั้นจึงให้คำตอบไม่ได้ว่าจะมีการต่ออายุมาตรการหรือไม่ อย่างไรก็ตามความเห็นส่วนตัวคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เมื่อได้จัดทำและประเมินแล้วว่ามีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ในเชิงนโยบายรัฐบาลควรจะต้องจัดทำต่อไปเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ประเด็นของกระทรวงการคลังคือการดูแลปัญหาฟองสบู่จากภาคอสังหาฯ อย่างไรก็ตามประเมินแล้ว ปีหน้าไม่น่าจะเกิดฟองสบู่เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบหลัก 3 ปัจจัย คือ 1.ผู้ประกอบการมีบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้มีการบริหารความเสี่ยงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก 2.สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อโครงการและสินเชื่อรายย่อย และ 3.ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับราคาตามธรรมชาติเพียง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=436&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong></p>
<div style="text-align:center;"><img src="http://www.ksmecare.com/imagesNews/521217102502966.jpg" alt="" /></div>
<p>อสัง หาฯปีเสือระวังภาพลวงตา บิ๊กแบรนด์ &#8220;แลนด์-เอเชี่ยน-แอล.พี.เอ็น.&#8221; ดาหน้าฟันธงตลาดไม่ได้ฟื้นตัวอย่างที่คิด ผู้ประกอบการรายกลาง-รายเล็กเจอทางตันแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ</strong></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>
<table align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.ksmecare.com/ImagesUpload/NewsEditor/12609311551260941782l.jpg" border="0" alt="อสังหาฯปีเสือ" width="400" height="393" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>เปิดตัวเลขสถิติลอนช์โครงการใหม่ 5 ปีย้อนหลัง ตลาดรวมติดลบทุกโปรดักต์ทั้งบ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์-คอนโดฯ ตั้งแต่ 20-46% โบรกเกอร์แบข้อมูลหน้าใหม่-มือสมัครเล่นแห่ตุนแลนด์แบงก์หวังชิงเค้ก ด้าน ธอส.ให้ความหวังอัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรกปีหน้ายังไม่ขึ้นแน่นอน</p>
<p><strong><span style="color:#008000;">คลังอุบไต๋ต่อ-ไม่ต่อมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ<br />
</span></strong> นายสมชาย สกุลสุรรัตน์ ที่ปรึกษา รมช.กระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ &#8220;อสังหาริมทรัพย์ฟื้นแล้วจริงหรือ&#8221; จัดโดย &#8220;พร็อพเพอร์ตี้ แชนเนล&#8221; คลื่นข่าวอสังหาฯ-คมนาคม 102 เมกะเฮิรตซ์ ร่วมกับ &#8220;โฮมไบเออร์ไกด์&#8221; เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ระลอกใหม่ ขณะนี้ตัวแทนผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องการ ต่อหรือไม่ต่ออายุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาฯ ขึ้นหารือกับทางกระทรวงการคลัง ดังนั้นจึงให้คำตอบไม่ได้ว่าจะมีการต่ออายุมาตรการหรือไม่ อย่างไรก็ตามความเห็นส่วนตัวคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เมื่อได้จัดทำและประเมินแล้วว่ามีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ในเชิงนโยบายรัฐบาลควรจะต้องจัดทำต่อไปเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง</p>
<p>ประเด็นของกระทรวงการคลังคือการดูแลปัญหาฟองสบู่จากภาคอสังหาฯ อย่างไรก็ตามประเมินแล้ว ปีหน้าไม่น่าจะเกิดฟองสบู่เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบหลัก 3 ปัจจัย คือ 1.ผู้ประกอบการมีบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้มีการบริหารความเสี่ยงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก 2.สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อโครงการและสินเชื่อรายย่อย และ 3.ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับราคาตามธรรมชาติเพียง 2-3% ซึ่งไม่ใช่แรงจูงใจทำให้เกิดการเก็งกำไร</p>
<p>&#8220;เรามีตัวเลขชี้นำว่าภาคอสังหาฯฟื้นตัวแล้วจากตัวเลขการโอน ภาคการก่อสร้าง สินเชื่อที่อยู่อาศัย ตัวเลขยอดขายวัสดุก่อสร้าง ยืนยันทิศทางการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยมาตรการกระตุ้นของภาครัฐเป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้มีการฟื้นตัว เพราะยังมีประเด็นสำคัญในเรื่องความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ความร่วมมือในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ทิศทางปีหน้าคาดว่าจีดีพีจะเป็นบวกร้อยละ 2.5-3.5 โดยภาคอสังหาฯเป็นกำลังสำคัญที่จะผลักดันให้ภาพรวมฟื้นตัว เพราะเป็นภาคธุรกิจที่มีการจ้างงานอันดับ 3 ประมาณ 3 ล้านคน มีตัวเลขสินเชื่อ 1.5 ล้านล้านบาท จากภาพรวมสินเชื่อประมาณ 7 ล้านล้านบาท&#8221; นายสมชายกล่าว</p>
<p><strong><span style="color:#008000;">AP เปิดตัวเลขตลาดรวมไม่โตอย่างที่คิด<br />
</span></strong> นายวิษณุ สุชาติล้ำพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ AP กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาฯย้อนหลัง 5 ปี ตลาดรวมไม่ได้โตขึ้น แต่ผลประกอบการจะกระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนรายกลาง-รายเล็กยังมีส่วนแบ่งน้อยมาก โดยสถิติย้อนหลัง 5 ปี (2548-2552) มีโครงการเปิดใหม่ แยกเป็นประเภทบ้านเดี่ยวติดลบเฉลี่ย 20% ต่อปี ทาวน์เฮาส์ก็ลดลง ส่วนคอนโดฯยังติดลบ 30% ขณะที่ตัวเลขโครงการเปิดใหม่ 9 เดือนแรกปีนี้ติดลบ 46% เพราะฉะนั้นแนวโน้มปีหน้ายังเป็นโอกาสของบริษัทใหญ่เหมือนปีนี้</p>
<p>&#8220;เอพีเปิดตัวดิแอดเดรส 3 โครงการ เมื่อปี 2551 มูลค่ารวมกันประมาณ 9 พันล้านบาท มียอดขายกว่า 7 พันล้านบาทภายใน 1 เดือน ภาพที่ขายดีในขณะนั้นเพราะเป็นช่วงที่มีการเปิดตัวโครงการไม่เยอะ โดยภาพรวมจะเป็นการเปิดตัวของรายใหญ่และรายเล็ก แต่รายกลางไม่มีการเปิดตัวโครงการใหม่เลย&#8221;</p>
<p>สำหรับแนวโน้มตลาดคอนโดฯปีหน้าจากฐานข้อมูลประชากรศาสตร์พบว่า ครึ่งหนึ่งของกลุ่มเป้าหมายจะมีสองกลุ่มหลัก คือ อายุ 15-24 ปี สัดส่วน 23% และอายุ 15-44 ปี สัดส่วน 24% ของตลาดรวม โดยเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ การศึกษาดี แต่งงานช้าลง ครอบครัวเล็กลง ไลฟ์สไตล์อยากใช้ชีวิตอิสระ ทำให้โปรดักต์คอนโดฯตอบโจทย์ได้ แต่ต้องขึ้นกับองค์ประกอบด้านทำเล โปรดักต์ และตอบสนองกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย</p>
<p>นายวิษณุมองต่างมุมด้วยว่า รัฐบาลคาดการณ์จีดีพีปีหน้าโต 3% ถึงแม้จะเป็นไปได้จริง แต่ก็ถือว่าโตจากฐานที่ต่ำ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภายในและภายนอก คือ การเมืองภายใน ปัญหามาบตาพุด ม็อบกีฬาสี ส่วนปัจจัยภายนอกมีปัญหาดูไบเวิลด์ ปัญหาเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ฯลฯ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยตรง</p>
<p>&#8220;ไม่ต้องห่วง ถึงแม้จะมีปัญหาต่าง ๆ แต่หนี้สินต่อทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณอยู่ที่ร้อยละ 1 นั่นคืออาจจะแข่งขันรุนแรง อาจจะขายไม่ได้ตามเป้าแต่ก็อยู่ได้ กรอสมาร์จิ้นลดลงแต่ยังอยู่ได้&#8221;</p>
<p><strong><span style="color:#008000;"> LPN ชี้คอนโดฯขายดีแต่เสี่ยงสูง<br />
</span></strong> สอดคล้องกับนายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ หรือ LPN มองตลาดคอนโดฯปีหน้าจะดีกว่าปีนี้ที่ถือว่าเงียบเหงาไปหน่อย ประเมินจากตัวเลขอัตราว่างงานต่ำกว่า 2 ล้านบาท คืออยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นภาวะเศรษฐกิจปกติ อย่างไรก็ตามท่ามกลางโอกาสยังมีอันตรายเพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายตัวเป็น องค์ประกอบ โดยเฉพาะปัจจัยการเมือง</p>
<p>ภาพที่เห็นคือช่วงครึ่งปีหลัง ยอดขายโครงการคอนโดฯขายดี ทำให้แนวโน้มปีหน้ามีผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ อยากขอแบ่งเค้กด้วย และจะทำให้ภาวะตลาดคอนโดฯคึกคักมากขึ้น บทเรียนของ แอล.พี.เอ็น.ฯเมื่อวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 สร้างช้าเพียง 2 เดือน ทำให้ปิดการขายไม่ได้ ดังนั้นกลยุทธ์ที่ทำคือ &#8220;สปีด&#8221; โดยเฉพาะด้านก่อสร้างจะเร่งให้เร็วขึ้น โนว์ฮาวของบริษัทคือตึกสูงสามารถสร้างเสร็จภายใน 12 เดือน จากเดิม 18-24 เดือน ที่สำคัญผู้ประกอบการต้องโฟกัสไปที่เรียลดีมานด์ กลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง และราคาที่แข่งขันได้</p>
<p><strong><span style="color:#008000;">บิ๊กแบรนด์กินรวบ-รายเล็กหมดสิทธิ์เกิด<br />
</span></strong> ขณะที่นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า อสังหาฯขณะนี้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลาง รายเล็กเวลานี้เหนื่อยมากขึ้นเพราะต้องแข่งกับรายใหญ่ ปีหน้าผู้ประกอบการรายกลาง รายเล็กยิ่งอยู่ลำบาก เพราะมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เห็นได้จากปัจจุบันสถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการที่ติดอันดับ ท็อปเทนในตลาดเป็นหลัก เห็นได้จากหลาย ๆ บริษัทเริ่มนำเงินไปซื้อที่ดินเก็บไว้ในมือ ส่วนรายย่อยแหล่งเงินทุนยังเป็นปัญหาหลัก</p>
<p><strong><span style="color:#008000;">หน้าใหม่แห่ลงทุนคอนโดฯ<br />
</span></strong> ด้านนายกิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซ็นจูรี่ 21 เรียลตี้ แอฟฟิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษาอสังหาฯครบวงจร กล่าวว่า สิ่งที่บ่งบอกว่าอสังหาฯในปีหน้ายังเป็นธุรกิจที่น่าลงทุน เป็นเพราะในรอบปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามาในธุรกิจนี้เพิ่ม ขึ้น อาทิ ธุรกิจสิ่งทอ, น้ำมันพืช ฯลฯ สนใจติดต่อซื้อที่ดินผ่านบริษัทเพื่อลงทุนพัฒนาคอนโดฯกลางเมือง เพราะตลาดคอนโดฯยังได้รับการตอบรับดี โดยทำเลสุขุมวิทยังเป็นทำเลยอดนิยม และทำเลห่างสถานีรถไฟฟ้า 700-800 เมตร ก็ยังขายได้</p>
<p>จากข้อมูลพบว่ามีทำเลรถไฟฟ้า 4 เส้นทางที่น่าสนใจ คือ 1.ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าอ่อนนุช-แบริ่ง 2.ส่วนต่อขยายสาทร-วงเวียนใหญ่ 3.แนวรถไฟฟ้าใต้ดิน รัชดาฯ-ลาดพร้าว และ 4.แนวเส้นทางแอร์พอร์ตลิงก์ รวมทั้งทำเลพหลโยธินและซอยอารีย์ เปรียบเสมือนเป็นทองหล่อ 2 เมื่อเร็ว ๆ นี้มีดีเวลอปเปอร์ติดต่อเข้ามาเพื่อซื้อที่ดินในราคา ตร.ม.ละ 5 แสนบาท จะเปิดตัวโครงการเร็ว ๆ นี้</p>
<p><strong><span style="color:#008000;">ดบ.ยังทรงตัว-ไม่โอเวอร์ซัพพลาย<br />
</span></strong> ส่วนขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า คาดการณ์ว่าปริมาณที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนในปีนี้จะอยู่ในระดับใกล้ เคียงกับปีที่ผ่านมา คือกว่า 8 หมื่นยูนิต โดยคอนโดฯมีส่วนแบ่งตลาด 51% สถานการณ์ ณ วันนี้ยังไม่ถือว่าเข้าขั้นโอเวอร์ซัพพลาย และราคาขายก็ยังไม่ได้สูงมากนัก จากข้อมูลพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ มีค่าเท่ากับ 58 และได้สำรวจความคาดหวังช่วง 6 เดือนข้างหน้า ปรากฏว่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับ 69 ดังนั้นเชื่อว่าอสังหาฯในปีหน้าจะมีแนวโน้มดีขึ้น</p>
<p>ขณะที่เศรษฐกิจก็มีโอกาสจะฟื้นตัว ส่วนอัตราดอกเบี้ยช่วง 6 เดือนแรกปี 2553 คงยังไม่ปรับขึ้น แต่อาจปรับขึ้นเล็กน้อยช่วง 6 เดือนหลัง โดยสถิติการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ 2.2 แสนล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ 2.8-3 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่การปล่อยสินเชื่อทั้งระบบอยู่ที่ 2.6 แสนล้านบาท ปีหน้า ธอส.ยังคงปล่อยสินเชื่อกลุ่มบ้านเอื้ออาทร บ้านมั่นคง โครงการ ธอส.-กบข. และกองทุนประกันสังคมจะโยกเงินมาให้ 1 หมื่นล้านบาท โดย ธอส.จะปล่อยสินเชื่อให้สมาชิกกองทุน อัตราดอกเบี้ย 2.5% คงที่ 5 ปี</p>
<p><strong><span style="color:#008000;"> ลุ้นต่ออายุมาตรการกระตุ้น<br />
</span></strong> ด้านความเคลื่อนไหวของ 3 สมาคมอสังหาฯ นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า 3 สมาคมอสังหาฯมองว่าที่ผ่านมามาตรการกระตุ้นโดยการลดหย่อนภาษี ค่าธรรมเนียม ค่าจดจำนอง ช่วยกระตุ้นตลาดบ้านได้อย่างมาก จึงอยากให้ภาครัฐต่ออายุมาตรการดังกล่าวต่อไปอีกปีหนึ่ง โดยเฉพาะการให้นำค่าซื้อบ้านไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้ไม่เกิน 3 แสนบาท ซึ่งจะสิ้นสุดลงวันที่ 31 ธันวาคมนี้ จูงใจลูกค้าให้ซื้อบ้านในช่วงนี้ได้ไม่ต่ำกว่า 50% ขณะที่การลดค่าโอน ค่าจดจำนอง และภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่จะสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2553 รัฐก็ควรจะประกาศให้ชัดเจนว่าจะต่ออายุต่อไปอีกปีหรือไม่</p>
<p>ดูรายละเอียดเพิ่มเตืมได้ที่ <a title="KSMECARE" href="http://www.ksmecare.com" target="_blank">www.ksmecare.com</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksmecare.wordpress.com/436/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksmecare.wordpress.com/436/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksmecare.wordpress.com/436/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksmecare.wordpress.com/436/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksmecare.wordpress.com/436/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksmecare.wordpress.com/436/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksmecare.wordpress.com/436/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksmecare.wordpress.com/436/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksmecare.wordpress.com/436/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksmecare.wordpress.com/436/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksmecare.wordpress.com/436/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksmecare.wordpress.com/436/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksmecare.wordpress.com/436/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksmecare.wordpress.com/436/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=436&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/20/blackhole/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45ff0b2e8c2ebe8a62a3fb8e7a54c780?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksmecare</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.ksmecare.com/imagesNews/521217102502966.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://www.ksmecare.com/ImagesUpload/NewsEditor/12609311551260941782l.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">อสังหาฯปีเสือ</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>รู้ทัน&#8230;ปั่นหุ้น</title>
		<link>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/19/raid/</link>
		<comments>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/19/raid/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Dec 2009 05:58:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksmecare</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจขนาดย่อม]]></category>
		<category><![CDATA[เงินทุน]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าของธุรกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksmecare.wordpress.com/?p=433</guid>
		<description><![CDATA[ใน ช่วงที่ผ่านมา หลายๆ ท่านคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการ “ปั่นหุ้น” หรือ “ทุบหุ้น” กันมาพอสมควร ซึ่งข่าวคราวเกี่ยวกับการกระทำในลักษณะนี้ อาจบั่นทอนกำลังใจของ ผู้ลงทุนทั้งมือใหม่ มือเก่าในการลงทุนในตลาดหุ้น วันนี้ดิฉันจึงขอหยิบยกเรื่อง “ปั่นหุ้น” มาพูดคุยกัน พร้อมทั้งคำแนะนำที่อาจใช้เป็นแนวทางในการระมัดระวังตนเองไม่ให้ตกเป็น เหยื่อของพฤติกรรมปั่นหุ้นและสามารถปกป้องประโยชน์ของตนเองได้ค่ะ ปั่นหุ้น&#8230;คืออะไร? ในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นหรือลดต่ำลงอย่างมากและหวือหวา หลายๆ ท่านมักเกิดความรู้สึกว่าน่าจะมีการปั่นหุ้นหรือทุบหุ้นเกิดขึ้นแล้ว และทางการควรจะต้องเข้ามาดำเนินการสกัดกั้นพฤติกรรมดังกล่าว หรือหาตัว ผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ว่าการปรับตัวขึ้นลงของราคาหุ้นมากๆ จะเป็นการปั่นเสมอไป อาจเป็นเพียงการซื้อขายหุ้นโดยปกติและราคาก็เป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากราคาหุ้นมักจะมีความอ่อนไหวและผันผวนขึ้นลงตามปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามากระทบอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ตัวอย่างกรณีที่ไม่ใช่ปั่นหุ้น เช่น ผู้ลงทุนวิเคราะห์แล้วเห็นว่าหุ้นตัวนั้นน่าสนใจ มีปัจจัยพื้นฐานดี แถมยังมีแนวโน้มจะมีผลประกอบการดีในอนาคตด้วย เนื่องจากมีการขยายกิจการหรือไปร่วมทุนกับบริษัทอื่น ประกอบกับในขณะนั้นมีข่าวดีเข้ามารองรับ เช่น รัฐบาลประกาศมาตรการสนับสนุนธุรกิจของบริษัทนั้นๆ ก็อาจมีผู้ลงทุนเป็นจำนวนมาก ที่เล็งเห็นแนวโน้มที่เป็นบวกของหุ้นนั้นและเห็นว่าราคาตลาดของหุ้นใน ปัจจุบันยังเป็นราคาที่เหมาะสม จึงเข้ามาทำการซื้อหุ้นนั้น ส่งผลให้ราคาและปริมาณการซื้อขายพุ่งสูงขึ้นไป ซึ่งปัจจัย (พื้นฐานบริษัทและข่าวดี) ที่เข้ามากระทบราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่อธิบายได้ จึงเป็นไปตามสภาพปกติของตลาดที่ขึ้นอยู่กับกลไกตลาดในเรื่องอุปสงค์อุปทาน ส่วนการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของราคาหุ้นนั้นจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมในขณะนั้น ผิดกับการปั่นหุ้นที่เป็นความตั้งใจที่จะทำให้สภาพการซื้อขายหุ้นทั้งราคา และปริมาณผิดไปจากสภาพปกติ ไม่เป็นไปตามกลไกของตลาด ด้วยวิธีเช่น ทำให้ราคาหุ้นเกิดความ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=433&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong></p>
<div style="text-align:center;"><img src="http://www.ksmecare.com/imagesNews/521216102814170.jpg" alt="" /></div>
<p>ใน ช่วงที่ผ่านมา หลายๆ ท่านคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการ “ปั่นหุ้น” หรือ “ทุบหุ้น” กันมาพอสมควร ซึ่งข่าวคราวเกี่ยวกับการกระทำในลักษณะนี้</strong></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>
<table align="right">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.ksmecare.com/ImagesUpload/NewsEditor/25614.jpg" border="1" alt="รู้ทัน...ปั่นหุ้น" hspace="3" vspace="3" align="right" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>อาจบั่นทอนกำลังใจของ ผู้ลงทุนทั้งมือใหม่ มือเก่าในการลงทุนในตลาดหุ้น วันนี้ดิฉันจึงขอหยิบยกเรื่อง <strong>“ปั่นหุ้น”</strong> มาพูดคุยกัน พร้อมทั้งคำแนะนำที่อาจใช้เป็นแนวทางในการระมัดระวังตนเองไม่ให้ตกเป็น เหยื่อของพฤติกรรมปั่นหุ้นและสามารถปกป้องประโยชน์ของตนเองได้ค่ะ<strong> <span style="color:#008000;"> ปั่นหุ้น&#8230;คืออะไร?</span></strong><span style="color:#008000;"> </span></p>
<p>ในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นหรือลดต่ำลงอย่างมากและหวือหวา หลายๆ ท่านมักเกิดความรู้สึกว่าน่าจะมีการปั่นหุ้นหรือทุบหุ้นเกิดขึ้นแล้ว และทางการควรจะต้องเข้ามาดำเนินการสกัดกั้นพฤติกรรมดังกล่าว หรือหาตัว ผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้</p>
<p>แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ว่าการปรับตัวขึ้นลงของราคาหุ้นมากๆ จะเป็นการปั่นเสมอไป อาจเป็นเพียงการซื้อขายหุ้นโดยปกติและราคาก็เป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากราคาหุ้นมักจะมีความอ่อนไหวและผันผวนขึ้นลงตามปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามากระทบอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว</p>
<p><strong> ตัวอย่างกรณีที่ไม่ใช่ปั่นหุ้น</strong> เช่น ผู้ลงทุนวิเคราะห์แล้วเห็นว่าหุ้นตัวนั้นน่าสนใจ มีปัจจัยพื้นฐานดี แถมยังมีแนวโน้มจะมีผลประกอบการดีในอนาคตด้วย เนื่องจากมีการขยายกิจการหรือไปร่วมทุนกับบริษัทอื่น ประกอบกับในขณะนั้นมีข่าวดีเข้ามารองรับ เช่น รัฐบาลประกาศมาตรการสนับสนุนธุรกิจของบริษัทนั้นๆ ก็อาจมีผู้ลงทุนเป็นจำนวนมาก ที่เล็งเห็นแนวโน้มที่เป็นบวกของหุ้นนั้นและเห็นว่าราคาตลาดของหุ้นใน ปัจจุบันยังเป็นราคาที่เหมาะสม จึงเข้ามาทำการซื้อหุ้นนั้น ส่งผลให้ราคาและปริมาณการซื้อขายพุ่งสูงขึ้นไป ซึ่งปัจจัย (พื้นฐานบริษัทและข่าวดี) ที่เข้ามากระทบราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่อธิบายได้ จึงเป็นไปตามสภาพปกติของตลาดที่ขึ้นอยู่กับกลไกตลาดในเรื่องอุปสงค์อุปทาน ส่วนการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของราคาหุ้นนั้นจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมในขณะนั้น</p>
<p>ผิดกับการปั่นหุ้นที่เป็นความตั้งใจที่จะทำให้สภาพการซื้อขายหุ้นทั้งราคา และปริมาณผิดไปจากสภาพปกติ ไม่เป็นไปตามกลไกของตลาด ด้วยวิธีเช่น <strong>ทำให้ราคาหุ้นเกิดความ ผิดปกติ</strong>โดย ไม่มีเหตุผลอันสมควรมารองรับ เช่น ซื้อขายเพื่อผลักดันราคาหุ้นให้ดูเหมือนว่ามีความต้องการซื้อมากขึ้น (เรียกว่า “ปั่น”) บางกรณีก็ซื้อขายเพื่อทำให้ราคาตลาดไม่เปลี่ยนแปลง/อยู่กับที่ (เรียกว่า “<strong>พยุง</strong>”) หรือพยายามกดราคาหุ้นให้ต่ำลงไปเพื่อที่จะเข้าไปช้อนซื้อในภายหลัง (เรียกว่า “<strong>ทุบ</strong>”) <strong>หรืออีกวิธีเป็นการทำให้ปริมาณหุ้นเกิดความผิดปกติ</strong> เช่น เข้าไปซื้อๆ ขายๆ เพื่อให้ดูเหมือนว่าหุ้นตัวนั้นมีคนต้องการซื้อมาก ทำให้มีคนเข้าไปซื้อตาม (เพราะเห็นว่ามีความต้องการซื้อขายหุ้นนั้นมาก) นอกจากนี้ <strong>ยังมีวิธีการปั่นหุ้นด้วยการทำให้ข้อมูลของบริษัทผิดไป</strong>จาก ข้อเท็จจริง เช่น การปล่อยข่าวดีๆ ของบริษัทออกมาโดยที่ไม่ได้เป็นไปตามนั้นจริงๆ เช่น มีบริษัทต่างประเทศจะเข้ามาเทกโอเวอร์กิจการ หรือการตกแต่งให้งบการเงินของบริษัทดูดีเกินจริง เป็นต้น</p>
<p><strong> <span style="color:#008000;">ปั่นหุ้นต่างจากเก็งกำไรอย่างไร?</span></strong><span style="color:#008000;"> </span></p>
<p>การ<strong>ที่จะบอกว่าพฤติกรรมใดเป็นการ ปั่นหุ้น</strong>ได้นั้น จะต้องมีองค์ประกอบทางกฎหมายที่ชัดเจน คือต้องมีทั้ง<strong>เจตนา</strong>ที่จะเข้าไปปั่นหุ้นและ<strong>พฤติกรรม</strong>ที่ ทำอย่างต่อเนื่อง และต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนที่บอกได้ว่าใครหรือกลุ่มใดเป็นคนทำค่ะ ซึ่งในกรณีที่ผู้ลงทุนต่างคนต่างเข้าไปซื้อหุ้นตามกลไกตลาด เช่น ซื้อหุ้นในราคาที่ตนเองคิดว่าถูกแล้วไปขายตอนที่ราคาสูงขึ้นเพื่อทำกำไร ก็จะถือเป็นการซื้อขายหุ้นเพื่อการลงทุนตามปกติที่ต้องมีการเก็งว่าจะได้ กำไร</p>
<p><strong>แต่หากเป็นการปั่นหุ้น</strong> กลุ่มหรือพวกพ้องที่ต้องการปั่นหุ้นจะมี<strong>เจตนา </strong>ปั่น หุ้น เพื่อทำให้ตนเองได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นนั้น โดยมักจะมีพฤติกรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น ส่งคำสั่งซื้อขายภายในกลุ่มเดียวกันเอง แต่ไม่มีการซื้อขายจริงเป็นแค่การโยนคำสั่งซื้อขายหุ้นระหว่างกันไปมา หรือจับคู่ซื้อขายกัน (เพื่อ ลดต้นทุนเพราะมีเม็ดเงินน้อย) ในราคาที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นการอำพราง โดยบางครั้งอาจแพร่ข่าวหนุนไปด้วยว่าหุ้นดังกล่าวกำลังจะมีข่าวดี เมื่อผู้ลงทุนทั่วไปเห็นว่าหุ้นตัวนี้มีคนซื้อมาก และคาดหวังว่าราคาจะสูงขึ้นต่อไปอีก ก็มักจะแห่ตามกันไปซื้อ จนเมื่อราคาหุ้นขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง พวกที่ต้องการปั่นหุ้นก็จะขายทำกำไรออกมา ในที่สุดแล้ว ราคาหุ้นก็จะร่วงลงมา เนื่องจากราคาหุ้นที่ขึ้นไปนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ซึ่งจะส่งผลให้ ผู้ลงทุนที่รู้ไม่เท่าทันหรือตามเกมไม่ทัน อยู่ในสภาพที่เรียกว่า “ติดยอดดอย” (ติดหุ้นในราคาสูงเพราะขายออกไปไม่ทัน)</p>
<p><strong> <span style="color:#008000;"> จะป้องกันตัวเองอย่างไร? ไม่ให้เป็นเหยื่อ</span></strong><span style="color:#008000;"> </span></p>
<p><strong>ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อน </strong>หากเมื่อใดก็ตามเห็นราคา หุ้นเคลื่อนไหวผิดปกติ โดยไม่มีปัจจัยใดๆ มารองรับ เช่น ราคาหุ้นปรับตัวสูง ทั้งๆ ที่บริษัทยังไม่ได้มีแผนงานมารองรับที่ชัดเจน หรือไม่มีปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ สนับสนุนเลย ก็ให้จับตาดูและพึงระวังไว้เพราะอาจจะเกิดการปั่นหุ้นได้ค่ะ หรือหากมีคนมาชวนซื้อหุ้นแล้วบอกว่ามีขาใหญ่กำลังเล่นอยู่ ราคาจะขึ้นไปเท่านั้นเท่านี้ โดยสภาพก็จะเป็นการปล่อยข่าวเพื่อจะปั่นหุ้นอยู่แล้ว ก็ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าอาจจะมีความผิดปกติแล้วนะคะ (สำหรับ ผู้ลงทุนที่รู้ว่าเป็นหุ้นปั่น แต่ก็ยังอยากซื้อตาม โดยหวังว่าจะซื้อได้ก่อนออกได้ทัน ก็อย่าลืมว่าโอกาสเจ็บตัวก็มีสูงนะคะ ฉะนั้นอย่าเสี่ยงดีกว่าค่ะ)</p>
<p><strong> ระมัดระวังข่าวลือที่ยังไม่มีความชัดเจน </strong>เนื่อง จากในการปั่นหุ้น คนปั่นมัก จะปล่อยข่าวลือต่างๆ ออกมาด้วย เช่น ข่าวลือเรื่องราคาเป้าหมายว่าราคาหุ้นจะ ขึ้นไปเท่านั้นเท่านี้ หรือข่าววงในว่ามีบริษัทต่างชาติมาสนใจควบรวมกิจการเพื่อทำให้ราคาหุ้นขึ้น ฯลฯ เพื่อให้ผู้ลงทุนทั่วไป หลงเชื่อรีบกระโจนเข้ามาซื้อตาม ดังนั้น <strong>ผู้ลงทุนจึงควรตรวจสอบข้อมูลก่อน</strong> อย่าเพิ่งผลีผลามเข้าไปซื้อขาย โดยหากเป็นข่าวลือเกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะเร่งให้บริษัทหรือผู้ที่เกี่ยวข้องรีบออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงโดยทันที ผู้ลงทุนก็สามารถเช็กข่าวในเบื้องต้น ได้เองจากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ (www.set.or.th) ซึ่งจะมีระบบ SET Portal ที่จะให้บริษัทจดทะเบียนใช้เป็นช่องทางในการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทให้แก่ ผู้ลงทุนอยู่แล้วค่ะ</p>
<p>การปั่นหุ้นถือเป็นการเอาเปรียบผู้ลงทุนและเป็นความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์ ด้วยนะคะ คราวหน้าจะมาเล่าว่าหน่วยงานกำกับดูแลนั้นมีแนวทางในการดำเนินการกับการ ปั่นหุ้นอย่างไรกันบ้างค่ะ</p>
<p>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a title="KSMECARE" href="http://www.ksmecare.com" target="_blank">www.ksmecare.com</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksmecare.wordpress.com/433/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksmecare.wordpress.com/433/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksmecare.wordpress.com/433/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksmecare.wordpress.com/433/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksmecare.wordpress.com/433/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksmecare.wordpress.com/433/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksmecare.wordpress.com/433/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksmecare.wordpress.com/433/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksmecare.wordpress.com/433/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksmecare.wordpress.com/433/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksmecare.wordpress.com/433/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksmecare.wordpress.com/433/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksmecare.wordpress.com/433/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksmecare.wordpress.com/433/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=433&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/19/raid/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45ff0b2e8c2ebe8a62a3fb8e7a54c780?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksmecare</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.ksmecare.com/imagesNews/521216102814170.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://www.ksmecare.com/ImagesUpload/NewsEditor/25614.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">รู้ทัน...ปั่นหุ้น</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>แนวทางการบริหาร เงินลงทุนในปี 2553</title>
		<link>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/15/2553/</link>
		<comments>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/15/2553/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Dec 2009 14:49:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksmecare</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[เงินกู้]]></category>
		<category><![CDATA[เงินทุน]]></category>
		<category><![CDATA[เงินลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าของธุรกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksmecare.wordpress.com/?p=430</guid>
		<description><![CDATA[เหลืออีกเพียง 2 สัปดาห์ก็จะหมดปี 2552 ซึ่งถือว่าเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกแย่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ นอกจากนี้โดยธรรมเนียมปฏิบัติแล้วในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธ.ค. นักลงทุนสถาบันต่างประเทศก็มักจะหยุดพักในช่วงเทศกาลคริสต์มาสต่อเนื่องถึง ปีใหม่ไปเลย ในเรื่องทิศทางของตลาดหุ้นในช่วงนี้ก็คงจะเริ่มชะลอตัวเช่นกัน ประกอบกับช่วงนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐไร้ทิศทาง ดังนั้นในสัปดาห์นี้ผมจึงเตรียมเรื่องที่ผมคิดว่ามีความสำคัญมาก คือ แนวทางในการบริหารเงินลงทุนในปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่ผมคาดว่าปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมี นัยสำคัญ ซึ่งจะมีผลต่ออัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่เปลี่ยนไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น พันธบัตร หุ้นสามัญ และราคาทองคำ ผมขอสรุปสั้นๆ เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพและเข้าใจง่ายๆ ว่า ในปี 2553 นั้น ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงของไทยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงจากปี 2552 ได้แก่ 1) การปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ รวมถึงของไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้น 0.50% ส่วนอัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 3% 2) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ตั้งแต่ไตรมาส 2/2553 โดยคาดว่าสิ้นปี 2553 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐต่อยูโรจะอยู่ที่ระดับ 1.47 ดอลลาร์สหรัฐต่อยูโร 3) การเติบโตของเศรษฐกิจ ทั่วโลก ยกเว้น จีน อินเดีย [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=430&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong></p>
<div style="text-align:center;"><img src="http://www.ksmecare.com/imagesNews/521215101302732.jpg" alt="" /></div>
<p>เหลืออีกเพียง 2 สัปดาห์ก็จะหมดปี 2552 ซึ่งถือว่าเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกแย่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ </strong></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>
<p>นอกจากนี้โดยธรรมเนียมปฏิบัติแล้วในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธ.ค. นักลงทุนสถาบันต่างประเทศก็มักจะหยุดพักในช่วงเทศกาลคริสต์มาสต่อเนื่องถึง ปีใหม่ไปเลย ในเรื่องทิศทางของตลาดหุ้นในช่วงนี้ก็คงจะเริ่มชะลอตัวเช่นกัน ประกอบกับช่วงนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐไร้ทิศทาง</p>
<p>ดังนั้นในสัปดาห์นี้ผมจึงเตรียมเรื่องที่ผมคิดว่ามีความสำคัญมาก คือ แนวทางในการบริหารเงินลงทุนในปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่ผมคาดว่าปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมี นัยสำคัญ ซึ่งจะมีผลต่ออัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่เปลี่ยนไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น พันธบัตร หุ้นสามัญ และราคาทองคำ</p>
<p>ผมขอสรุปสั้นๆ เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพและเข้าใจง่ายๆ ว่า ในปี 2553 นั้น ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงของไทยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงจากปี 2552 ได้แก่ 1) การปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ รวมถึงของไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้น 0.50% ส่วนอัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 3% 2) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ตั้งแต่ไตรมาส 2/2553</p>
<p>โดยคาดว่าสิ้นปี 2553 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐต่อยูโรจะอยู่ที่ระดับ 1.47 ดอลลาร์สหรัฐต่อยูโร 3) การเติบโตของเศรษฐกิจ ทั่วโลก ยกเว้น จีน อินเดีย มีโอกาสกลับมาชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังปี 2553 แต่คาดว่าจะไม่รุนแรงเท่ากับที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4/2551</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปี 2553 ที่ผมสรุปไปแล้วข้างต้นนั้น ส่งผลให้ทุกท่านจำเป็นต้องปรับแนวทางในการบริหารเงินใหม่เพื่อให้สอดคล้อง กับปัจจัยแวดล้อมดังกล่าว แต่ก่อนที่จะพูดถึงแนวทางการบริหารเงินที่ต้องปรับปรุง ผมอยากเสนอความเห็นเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังของสินทรัพย์ประเภท ต่างๆ ก่อน</p>
<p>ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยแล้วในวัฏจักรเศรษฐกิจที่อัตราการเติบโตหรือถดถอยลดลงผ่านจุดต่ำ สุดแล้ว (ปี 2552) ในวัฏจักรต่อมา (ปี 2553) จะเป็นวัฏจักรของการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งจะเริ่มมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย โดยในวัฏจักรนี้สินทรัพย์ประเภท ตราสารหนี้ระยะยาวจะมีความน่าสนใจน้อยที่สุด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน</p>
<p>สำหรับสินทรัพย์ประเภทหุ้นสามัญในวัฏจักรนี้ อัตราผลตอบแทนจะต่ำกว่าในวัฏจักรก่อนหน้า เนื่องจากเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมี ผลกระทบต่อทั้งความสามารถในการทำกำไรและมูลค่าหุ้นให้ลดลง สำหรับสินทรัพย์ที่โดยเฉลี่ยให้อัตราผลตอบแทนสูงสุดในวัฏจักรเศรษฐกิจแบบนี้ คือ ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์</p>
<p>ผมเชื่อว่าหลังจากที่ทุกท่านเห็นภาพของอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังของสินทรัพย์ ประเภทต่างๆ แล้ว ก็น่าที่จะสามารถกำหนดแนวทางในการบริหารเงินทุนในปี 2553 ได้แล้ว โดยในความเห็นของผมนั้น ผมขอเสนอแนวทางดังนี้ครับ</p>
<p>1. การลงทุนในตราสารหนี้ควรลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุ 1-3 ปี) และเนื่องจากเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวแล้ว ดังนั้นการลงทุนใน ตราสารหนี้ของภาคเอกชนจึงสามารถทำได้มากขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงของธุรกิจมีแนวโน้มลดลงตาม ทั้งนี้รวมถึงการลงทุนในตราสารหนี้เอกชนที่มี Rating ต่ำกว่า A จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงขึ้น</p>
<p>2. ควรลดความคาดหวังในเรื่องอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้น โดยคาดว่าตลาดหุ้นในปี 2553 จะให้อัตราผลตอบแทนได้ ไม่สูงกว่า 15% ต่อปี ดังนั้นแนวทางการลงทุนในปี 2553 นั้น นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยจำเป็นต้องทำการบ้านมากขึ้น ทั้งในส่วนของการเลือกอุตสาหกรรมลงทุนที่ถูกต้อง และเลือกหุ้นลงทุนที่เหมาะสม</p>
<p>3. เตรียมกลยุทธ์ทางเลือก (Plan B Strategy) ในกรณีที่ตลาดหุ้น ไม่เป็นไปตามคาดการณ์ โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงมากนัก ผมแนะนำให้ปรับพอร์ตมาลงทุนในหุ้น Defensive และ Dividend เพิ่มขึ้น รวมทั้งควรศึกษานำ TFEX มาใช้ป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่ตลาดฯ ปรับตัวลดลงด้วย ที่ผมแนะนำเช่นนี้เพราะผมประเมินว่า ตลาดหุ้นในปี 2553 มีความเป็นไปได้มากๆ ที่จะผันผวนสูง จากทั้งปัจจัยด้านอิทธิพลของเงินทุนต่างประเทศที่มีโอกาสไหลเข้า-ออก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และด้านพื้นฐานเศรษฐกิจที่เศรษฐกิจโลกอาจเกิดภาวะถดถอยรอบ 2 (Double-Dip Recession)</p>
<p>4. เพิ่มการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ต้องมีข้อมูลที่เพียงพอ โดยผมเน้นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ผมยอมรับครับว่าในทางทฤษฎีในปี 2553 สินทรัพย์ประเภทโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนมากที่สุด แต่เนื่องจากราคาทองคำปรับตัวขึ้นมากว่า 20% จากปี 2551 ซึ่งถือได้ว่าสะท้อนการคาดการณ์ทั้งในเรื่องเงินเฟ้อ และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐไปพอสมควรแล้ว</p>
<p>ดังนั้นอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำสำหรับปี 2553 ก็มีโอกาสที่จะลดลงเช่นเดียวกันกับตลาดหุ้น ทั้งนี้รวมถึงในบางเวลาราคาทองคำมีโอกาสที่จะผันผวนสูงด้วย โดยเฉพาะช่วงที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเปลี่ยนแนวโน้มกลับไปแข็งค่า ดังนั้นผมจึงแนะนำให้ลงทุนในโภคภัณฑ์ที่ราคายังคงปรับตัวขึ้นไม่มาก และเป็นสินค้าที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ซึ่งได้แก่อุปสงค์จากภาคธุรกิจ ได้แก่ น้ำมัน ถ่านหิน และเหล็ก ซึ่งนักลงทุนสามารถลงทุนผ่านหุ้นในกลุ่มดังกล่าวได้ หากไม่สามารถลงทุนโดยตรงได้</p>
<p>5. พักเงินไว้ที่ Money market fund ในเวลาที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง หรือกำลังปรับตัวลดลง คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนก.พ.- มี.ค. 2553 ซึ่งคาดว่าอัตราผลตอบแทนจะสูงขึ้นกว่าปัจจุบันตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่หากเกิดกรณีที่เศรษฐกิจโลกกลับไปถดถอยรอบ 2 ผมประเมินว่า การพักเงินใน Money market fund อาจไม่เพียงพอ แต่อาจจำเป็นต้องย้ายเงินกลับไปลงทุนในตราสารหนี้ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง</p>
<p>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a title="KSMECARE" href="http://www.ksmecare.com" target="_blank">www.ksmecare.com</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksmecare.wordpress.com/430/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksmecare.wordpress.com/430/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksmecare.wordpress.com/430/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksmecare.wordpress.com/430/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksmecare.wordpress.com/430/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksmecare.wordpress.com/430/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksmecare.wordpress.com/430/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksmecare.wordpress.com/430/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksmecare.wordpress.com/430/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksmecare.wordpress.com/430/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksmecare.wordpress.com/430/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksmecare.wordpress.com/430/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksmecare.wordpress.com/430/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksmecare.wordpress.com/430/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=430&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/15/2553/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45ff0b2e8c2ebe8a62a3fb8e7a54c780?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksmecare</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.ksmecare.com/imagesNews/521215101302732.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>สปาไทยอะเมซิง ติด7ใน10แห่ง เจ๋งสุดในเอเชีย</title>
		<link>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/14/amazing/</link>
		<comments>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/14/amazing/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Dec 2009 14:38:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksmecare</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[จดทะเบียนการค้า]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มต้นธุรกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksmecare.wordpress.com/?p=428</guid>
		<description><![CDATA[ธุรกิจสปาของไทยจำนวน 7 แห่ง ได้รับรางวัล “สุดยอดสปาของเอเชีย ประจำปี 2009” การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รายงานผลการจัดอันดับสุดยอดสปาโลกประจำปี 2009 (World’s Best Spas 2009) ว่า ธุรกิจสปาของไทยจำนวน 7 แห่ง ได้รับรางวัล “สุดยอดสปาของเอเชีย ประจำปี 2009” โดยนิตยสาร Travel+Leisure ซึ่งเป็นนิตยสารด้านท่องเที่ยวชั้นนำ ได้จัดทำแบบสอบถามสำรวจความคิดเห็นผู้อ่านนิตยสารดังกล่าว เกี่ยวกับธุรกิจสปาที่น่าประทับใจจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกประจำปี 2552 ผลปรากฏว่าในส่วนของสุดยอดสปา 10 อันดับแรกจากภูมิภาคเอเชีย สปาจากประเทศไทยติดอันดับมากถึง 7 แห่ง ได้แก่อันดับที่ 1 อมันตรา เกาะสมุย รีสอร์ท แอนด์ สปา ได้รับ 95.07 คะแนน อันดับที่ 2 โฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท เชียงใหม่ ได้รับ 94.96 คะแนน อันดับที่ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=428&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong></p>
<div style="text-align:center;"><img src="http://ksmecare.com/imagesNews/52121410092365.jpg" alt="" /></div>
<p>ธุรกิจสปาของไทยจำนวน 7 แห่ง ได้รับรางวัล “สุดยอดสปาของเอเชีย ประจำปี 2009” </strong></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>
<div>
<table align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.posttoday.com/medias/20091214/25527.jpg" border="1" alt="" hspace="3" vspace="3" align="right" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รายงานผลการจัดอันดับสุดยอดสปาโลกประจำปี 2009 (World’s Best Spas 2009) ว่า ธุรกิจสปาของไทยจำนวน 7 แห่ง ได้รับรางวัล <strong>“สุดยอดสปาของเอเชีย ประจำปี 2009”</strong> โดยนิตยสาร Travel+Leisure ซึ่งเป็นนิตยสารด้านท่องเที่ยวชั้นนำ ได้จัดทำแบบสอบถามสำรวจความคิดเห็นผู้อ่านนิตยสารดังกล่าว เกี่ยวกับธุรกิจสปาที่น่าประทับใจจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกประจำปี 2552 ผลปรากฏว่าในส่วนของสุดยอดสปา 10 อันดับแรกจากภูมิภาคเอเชีย สปาจากประเทศไทยติดอันดับมากถึง 7 แห่ง ได้แก่อันดับที่ 1 อมันตรา เกาะสมุย รีสอร์ท แอนด์ สปา ได้รับ 95.07 คะแนน</p>
<p>อันดับที่ 2 โฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท เชียงใหม่ ได้รับ 94.96 คะแนน</p>
<p>อันดับที่ 4 แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ ได้รับ 94.61 คะแนน</p>
<p>อันดับที่ 5 อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา ได้รับ 94.21 คะแนน</p>
<p>อันดับที่ 6 แมนดาริน โอเรียนเต็ล ดาราเทวี เชียงใหม่ ได้รับ 92.19 คะแนน</p>
<p>อันดับที่ 7 โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพ ได้รับ 91.80 คะแนน</p>
<p>อันดับที่ 10 เดอะ เพนนิลซูล่า กรุงเทพ ได้รับ 90.63 คะแนน</p>
<p>สำหรับปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจสปาของไทยติดอันดับสุดยอดสปาของเอเชีย ประจำปี 2009 ถึง 7 แห่ง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการให้บริการแก่ผู้มาเยือนด้วยความใส่ใจ และความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ สปาไทย รวมทั้งปัจจัยด้านราคาที่ไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับคุณภาพและบริการ ของคนไทย สามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี และคาดว่ารางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาใช้บริการสปาไทยมากขึ้น</p>
<p>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a title="KSMECARE" href="http://www.ksmecare.com" target="_blank">www.ksmecare.com</a></p>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksmecare.wordpress.com/428/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksmecare.wordpress.com/428/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksmecare.wordpress.com/428/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksmecare.wordpress.com/428/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksmecare.wordpress.com/428/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksmecare.wordpress.com/428/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksmecare.wordpress.com/428/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksmecare.wordpress.com/428/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksmecare.wordpress.com/428/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksmecare.wordpress.com/428/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksmecare.wordpress.com/428/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksmecare.wordpress.com/428/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksmecare.wordpress.com/428/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksmecare.wordpress.com/428/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=428&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/14/amazing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45ff0b2e8c2ebe8a62a3fb8e7a54c780?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksmecare</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ksmecare.com/imagesNews/52121410092365.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://www.posttoday.com/medias/20091214/25527.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>ทิศทางเฟอร์นิเจอร์เพื่อส่งออก OEM ยังครองแชมป์ในเอเชีย</title>
		<link>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/13/furniture/</link>
		<comments>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/13/furniture/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Dec 2009 15:37:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksmecare</dc:creator>
				<category><![CDATA[Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[จดทะเบียนการค้า]]></category>
		<category><![CDATA[เงินกู้]]></category>
		<category><![CDATA[เงินทุน]]></category>
		<category><![CDATA[เงินลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksmecare.wordpress.com/?p=426</guid>
		<description><![CDATA[เฟอร์นิเจอร์ไทยเคยเป็นตลาดสำคัญที่บริษัทเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังๆ และเป็นตลาดใหญ่ ของผู้ค้าเฟอร์นิเจอร์ (เทรดเดอร์)ทั่วโลก เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากประเทศไทย ได้รับการยอมรับ และถือว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเหมาะสมกับราคาจ้างผลิต ทำให้ผู้ค้าเฟอร์นิเจอร์ในตลาดต่างประเทศ มีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์)ผลิตเฟอร์นิเจอร์ตามคำสั่งผลิต (OEM) จากเทรดเดอร์รายใหญ่และบริษัทเฟอร์แบรนด์ดังจำนวนมากหลังไหลเข้ามาจ้างผู้ ประกอบการไทยผลิตเฟอรืนิเจอร์ให้ จนส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็น1 ในผู้นำของตลาดเฟอร์นิเจอร์OEM ในภูมิภาคเอเชีย อย่างไรก็ตาม ในช่วง5-10ปีที่ผ่านมาการปรับตัวของตลาดเฟอร์นิเจอร์โลกและผู้ผลิต เฟอร์นิเจอร์ในภูมิภาคเอเชีย ร่วมถึงการแข่งขันในตลาดที่มีการปรับตัวต่อเนื่องและอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต และต้นทุนการขนส่ง ทำให้กลุ่มเทรดเดอร์ และบริษัทเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ใหญ่ๆ มีการปรับตัวหาแหล่งผลิต หรือตั้งฐานการผลิตในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่มีต้นทุนต่ำทดแทน ทั้งนี้ ที่ผ่านมากลุ่มผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์เพื่อการส่งออก และรับจ้างผลิตเฟอร์นิเจอร์ตามคำสั่งซื้อ ในประเทศจีน เวียดนาม มาเลเวีย และอินโดนีเซีย มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลของแต่ละประเทศ ทำให้กลุ่มประเทศดังกล่าวมีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์อย่าง รวดเร็ว จนก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข็งสำคัญของผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ในประเทศไทย ในช่วง3-5 ปีที่ผ่านมา สำหรับประเทศถือว่าเป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมในทุกๆด้าน เนื่องจากได้รับการสนับสนุนเม็ดเงิน และการเปิดตลาดการค้าของรัฐบาลไปทั่วโลก ซึ่งในด้านอุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์นั้น จีนนับว่าเป็นประเทศที่มีพัฒนาการด้านการผลิตและการแข่งขันอย่างก้าวกระโดด โดยการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการผลิตและส่งออกเฟอร์นิเจอร์เบอร์ 1ของภูมิภาคเอเชีย และเบอร์1ของโลก ขณะเดียวกันประเทศที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่น่าจับ ตาอีกรายในภูมิภาคเอเชียคือ ประเทศเวียดนาม และมาเลเซีย โดยปัจจุบันทั้ง2ประเทศก้าวเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งตลาดเฟอร์นิเจอร์OEM จากประเทศไทยไปจำนวนมาก ทำให้ในปีที่ผ่านมา [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=426&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:center;"><strong></p>
<div><img class="aligncenter" src="http://ksmecare.com/imagesNews/521211100938241.jpg" alt="" /></div>
<p>เฟอร์นิเจอร์ไทยเคยเป็นตลาดสำคัญที่บริษัทเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังๆ และเป็นตลาดใหญ่ ของผู้ค้าเฟอร์นิเจอร์ (เทรดเดอร์)ทั่วโลก </strong></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>
<p><strong><span style="color:#008000;"> เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากประเทศไทย ได้รับการยอมรับ และถือว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเหมาะสมกับราคาจ้างผลิต ทำให้ผู้ค้าเฟอร์นิเจอร์ในตลาดต่างประเทศ มีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์)ผลิตเฟอร์นิเจอร์ตามคำสั่งผลิต (OEM) จากเทรดเดอร์รายใหญ่และบริษัทเฟอร์แบรนด์ดังจำนวนมากหลังไหลเข้ามาจ้างผู้ ประกอบการไทยผลิตเฟอรืนิเจอร์ให้ จนส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็น1 ในผู้นำของตลาดเฟอร์นิเจอร์OEM ในภูมิภาคเอเชีย<br />
</span></strong><br />
อย่างไรก็ตาม ในช่วง5-10ปีที่ผ่านมาการปรับตัวของตลาดเฟอร์นิเจอร์โลกและผู้ผลิต เฟอร์นิเจอร์ในภูมิภาคเอเชีย ร่วมถึงการแข่งขันในตลาดที่มีการปรับตัวต่อเนื่องและอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต และต้นทุนการขนส่ง ทำให้กลุ่มเทรดเดอร์ และบริษัทเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ใหญ่ๆ มีการปรับตัวหาแหล่งผลิต หรือตั้งฐานการผลิตในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่มีต้นทุนต่ำทดแทน</p>
<p>ทั้งนี้ ที่ผ่านมากลุ่มผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์เพื่อการส่งออก และรับจ้างผลิตเฟอร์นิเจอร์ตามคำสั่งซื้อ ในประเทศจีน เวียดนาม มาเลเวีย และอินโดนีเซีย มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลของแต่ละประเทศ ทำให้กลุ่มประเทศดังกล่าวมีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์อย่าง รวดเร็ว จนก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข็งสำคัญของผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ในประเทศไทย ในช่วง3-5 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>สำหรับประเทศถือว่าเป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมในทุกๆด้าน เนื่องจากได้รับการสนับสนุนเม็ดเงิน และการเปิดตลาดการค้าของรัฐบาลไปทั่วโลก ซึ่งในด้านอุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์นั้น จีนนับว่าเป็นประเทศที่มีพัฒนาการด้านการผลิตและการแข่งขันอย่างก้าวกระโดด โดยการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการผลิตและส่งออกเฟอร์นิเจอร์เบอร์ 1ของภูมิภาคเอเชีย และเบอร์1ของโลก ขณะเดียวกันประเทศที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่น่าจับ ตาอีกรายในภูมิภาคเอเชียคือ ประเทศเวียดนาม และมาเลเซีย</p>
<p>โดยปัจจุบันทั้ง2ประเทศก้าวเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งตลาดเฟอร์นิเจอร์OEM จากประเทศไทยไปจำนวนมาก ทำให้ในปีที่ผ่านมา เวียดนาม และมาเลเซีย มียอดการส่งออกเฟอร์นิเจอร์สูงกว่าประเทศไทย หรือกล่าวได้ว่าก้าวขึ้นมาเป็นผู้ในตลาดเฟอร์นิเจอร์ MEO ในอันดับต้นๆ ของภูมิภาคแซงหน้าประเทศไทย แม้ทั้ง2ประเทศจะเป็นประเทศผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์ช้ากว่าประเทศไทย</p>
<p>ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศต่างๆ เหล่านี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ OEM ที่ได้รับการยอมรับจากเทรดเดอร์และบริษัทเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ใหญ่ๆ ทั่วโลกจนสามารถแชร์ส่วนแบ่งตลาดเฟอร์นิเจอร์ส่งออกจากประเทศไทยไปจำนวนมาก คือการได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และการมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ เช่น ต้นทุนแรงงาน ต้นทุนการขนส่งที่ต่ำกว่า และมีการนำระบบเทคโนโลยีใหม่ในอุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์เข้ามาใช้อย่าง ต่อเนื่อง ทำให้สามารถใช้กลยุทธ์ด้านราคาในการแข่งขันชิงส่วนแบ่งในตลาดส่งออกได้</p>
<p>ในขณะที่ประเทศไทยผู้ประกอบการขาดการสนับสนุนจากภาครัฐบาล ทั้งในด้านการส่งเสริมการแสดงสินค้า เทคโนโลยีการผลิต เชื่อนเครื่องจักรอุตสาหกรรม การเปิดตลาดหรือหาตลาดรองรับสินค้าของผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ และขาดการส่งเสริมด้านบุคลากรนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ แม้ที่ผ่านมาผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ในประเทศ ต่างเห็นตรงกันว่าแนวทางการเอาตัวรอดจากการแข่งขันด้านราคาของผู้ประกอบการ ไทยในตลาดส่งออก คือ การเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการพัฒนาด้านดีไซน์ การสร้างแบรนด์สินเค้า และการเปิดตลาดใหม่ๆ</p>
<p>“ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ส่งออกของไทย เน้นเจาะตลาด OEM เป็นหลัก เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ราย เล็ก รายย่อย และผู้ประกอบการรายใหม่ รวมถึงผู้ประกอบการ SME แต่ที่ผ่านมาการปรับตัว และการส่งเสริมจากภาครัฐที่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากเท่าที่ควร ส่งผลให้ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์มีศักยภาพในการแข่งขันด้อยกว่าคู่แข่งจากประเทศ ในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลทำให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำและเทคโนโลยีใน การผลิตที่ทันสมัยที่ดีกว่า” นายวงกต ตั้งสืบกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าว</p>
<p>ทั้งนี้ ที่ผ่านมาด้วยข้อด้อยด้านต้นทุน ค่าแรง และเทคโนโลยี ส่งผลให้ตลาดเฟอร์นิเจอร์ส่งออกของไทยถูกแชร์ตลาดไปจำนวนมาก โดยตลาดรวมเฟอร์นิเจอร์เพื่อการส่งออกของไทยในปี52 นี้ มีอัตราการหดตัวลดลงจากปี51ประมาณ 20% โดยในปีที่ผ่านมาตลาดรวมมีมูลค่า 1,244.3ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเปรียบเทียบตัวเลข ณ เดือน ม.ค.- ต.ค.51มีมูลค่าการขายรวม 1,067ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ เดือนม.ค.-ต.ค.25 มียอดขายรวม 813.2ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับสาเหตุที่ตัวเลขการส่งออกของเฟอร์นิเจอร์ดลงเนื่องจากถูกคู่แข่งจาก ประเทศจีน เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซียแชร์ตลาดเพิ่มขึ้น</p>
<p>ทั้งนี้ แม้ว่าผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ไทยในตลาดต่างประเทศจะเป็นสินค้าที่ได้รับการ ยอมรับด้านคุณภาพและมีข้อไดเปรียบด้านวัตถุดิบในประเทศจำนวนมากซึ่งเป็นที่ ต้องการของตลาด เช่นไม่ยางพารา ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก และได้เปรียบด้านแรงงนฝีมือประณีต ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มมูลค่าเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างดี แต่เนื่องเฟอร์นิเจอร์ OEM เป็นตลาดที่ต้องแข่งขันด้านจำนวนการผลิต และราคาทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบคู่แข่งสำคัญอย่างเช่น จีน เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเชีย ค่าแรงงาน เทคโนโลยีในการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเฟอร์นิเจอร์ไทย</p>
<p>ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ในประเทศ ทั้งผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย และ SME สามารถพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ให้แข่งขันในตลาดโลกได้ จึงจำเป็นที่ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ต้องมีการรวม ศึกษาพัฒนา และแชร์แนวคิดรวมถึงการถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิต และเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าการบริหารจัดการ และตลาดร่วมกัน</p>
<p>โดยล่าสุด สภาอุตสาหกรรมไทยได้ร่วมกับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ โดยมีสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ให้การสนับสนุนจัดตั้งโครงการพัฒนาการรวมกลุ่มเชื่อมโยเครือข่ายวิสาหกิจ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอรืไม้และเครื่องเรือนในเขต กทม.และปริมณฑล เพื่อพัฒนาและสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่มอุตสาหรรมสามารถแข่งขันในตลาด โลกได้ โดยใช้ชื่อโครงการว่า “สานคลัสเตอร์..เพิ่มศักยภาพเฟอร์นิเจอร์ไทยให้ยั่งยืน”</p>
<p>ทั้งนี้ การรวมกลุ่มเชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจอุตฯเฟอรืนิเจอร์นั้นจะช่วยให้เกิด การนำไปสู่การช่วยลดต้นทุนการผลิต การแบ่งออเดอณ์ คำสั่งซื้อตามความต้องความถนัด ชำนาญ และร่วมกับเข้าถึงแหล่งการจัดซื้อ จัดหาวัตถุดิบ ที่มีราคาถูกและได้คุณภาพ นอกจากนี้จะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ และวิธีการนำไปสู่มาตรฐานการผลิตที่ดีขึ้น และการสร้างนวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ ยกระดับผู้ผลิตไทยให้แข่งขันในตลาดโลกได้</p>
<p>สำหรับโครงการ “สานคลัสเตอร์..เพิ่มศักยภาพเฟอร์นิเจอร์ไทยให้ยั่งยืน” จะจัดงานเปิดตัวในวันที่ 21 ธ.ค. โดยงานดังกล่าวจะมีการจัดสัมมนา และเสวนาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งงานนี้ถือว่าเป็นการประเมินจำนวนผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ ดังกล่าวให้มากที่สุดทั้งผู้ประกอบการเฟอน์นิเจอร์รายเล็ก-ใหญ่ และ SME</p>
<p>“งานนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการรวมตัวของกลุ่มผู้ประกอบการเพื่อนำไปสู่ การร่วมมือและพัฒนาเครือข่ายของผู้ประกอบการในอนาคต เพื่อจะสามารถดำเนนิกรได้ตามแผนงานและยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ โดยในการพัฒนาด้านต่างๆ นั้น สศอ.ได้ให้งบประมาณการการพัฒนาและดำเนินโครงการปีละ 4.5ล้านบาท เป็นระยะเวลา 3 ปี อย่างไรก็ตามแม้ว่า รัฐบาลจะอุดหนุนงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ แต่สิ่งจำเป็นของการพัฒนาศักยภาพและตลาด ครั้งนี้คือจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการในประเทศเพื่อเป็น จุดเริ่มต้นของการพัฒนาศักยภาพร่วมกันของผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ”</p>
<p>สำหรับแนวทางที่จะจะสามารถยกระดับผู้ประกอบการ และสร้างความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในประเทศนั้น จำเป็นที่ผู้ประกอบการทุกระดับต้องร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่นการผลิตชิ้นส่วน และอะไหร่เฟอร์นิเจอร์ สร้างให้ประเทศไทยเป็นตลาดและศูนย์รวมการผลิตชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ รองรับการเติบโตของตลาด OEM</p>
<p>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a title="KSMECARE" href="http://www.ksmecare.com" target="_blank">www.ksmecare.com</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksmecare.wordpress.com/426/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksmecare.wordpress.com/426/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksmecare.wordpress.com/426/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksmecare.wordpress.com/426/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksmecare.wordpress.com/426/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksmecare.wordpress.com/426/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksmecare.wordpress.com/426/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksmecare.wordpress.com/426/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksmecare.wordpress.com/426/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksmecare.wordpress.com/426/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksmecare.wordpress.com/426/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksmecare.wordpress.com/426/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksmecare.wordpress.com/426/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksmecare.wordpress.com/426/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=426&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/13/furniture/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45ff0b2e8c2ebe8a62a3fb8e7a54c780?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksmecare</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ksmecare.com/imagesNews/521211100938241.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>เปิด 6 ทำเลมั่งคั่ง ขุมทรัพย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์</title>
		<link>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/12/six/</link>
		<comments>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/12/six/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Dec 2009 19:10:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksmecare</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[จดทะเบียนการค้า]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจขนาดย่อม]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจส่วนตัว]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าของธุรกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/12/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94-6-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3/</guid>
		<description><![CDATA[ทองหล่อ จตุจักร สยาม อาร์ซีเอ ทาวน์ อิน ทาวน์ สุขุมวิท พื้นที่เล็กๆ เหล่านี้ ล้วนมีศักยภาพมหาศาล สร้างเม็ดเงินสะพัดหลายพันล้าน จากการเป็น &#8220;แหล่งธุรกิจสร้างสรรค์&#8221; ด้วยมีสภาพแวดล้อมเฉพาะตัวที่เอื้อต่อกิจกรรมด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 6 ทำเลข้างต้น คือ หัวแถวนำกรุงเทพฯ สู่ Creative City แนวคิดแห่งการสร้างเมืองให้มั่งคั่งด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การพัฒนาเศรษฐกิจตามโมเดล &#8220;สร้างโรงงาน ปล่อยปล่องไฟ&#8221; เริ่มถูกวิพากษ์ว่า &#8220;หลงทิศ&#8221; เพราะโมเดลเศรษฐกิจใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 จะต้องมีความยั่งยืน เน้นยุทธศาสตร์การเพิ่มมูลค่าจากทุนความรู้ โดยสร้างแหล่งรวมนักคิดและผู้ประกอบการสร้างสรรค์ หลอมรวมกันจนเกิดเป็นการจ้างงาน สร้างรายได้ เป็นพลังสู่การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของเมืองและประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง ดังที่เคยเกิดขึ้นในยุโรป สหรัฐ หรือเกาหลีซึ่งล้วนใช้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น เบอร์ลิน ต้นแบบของเมืองสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ก้องโลกกับการเป็นเมืองแห่งศิลปะและ งานออกแบบ ที่ดึงคนให้มาเยือนจนเป็นพลังเสริมสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ เบอร์ลินวันนี้จึงเป็นศูนย์กลางแห่งงานศิลปะอันดับสองของโลกรองจากนิวยอร์ก มีประชากรเกือบ 8 หมื่นคน ในสายงานออกแบบ สื่อสาร บันเทิง ดนตรี วรรณกรรม การแสดง และศิลปะ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=424&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong> </strong></p>
<div style="text-align:center;"><strong><img src="http://ksmecare.com/imagesNews/521209102931350.jpg" alt="" /></strong></div>
<p><strong>ทองหล่อ จตุจักร สยาม อาร์ซีเอ ทาวน์ อิน ทาวน์ สุขุมวิท พื้นที่เล็กๆ เหล่านี้ ล้วนมีศักยภาพมหาศาล สร้างเม็ดเงินสะพัดหลายพันล้าน</strong></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>
<table align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://ksmecare.com/ImagesUpload/NewsEditor/news_img_89785_1.jpg" alt="ทำเล" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>จากการเป็น &#8220;แหล่งธุรกิจสร้างสรรค์&#8221; ด้วยมีสภาพแวดล้อมเฉพาะตัวที่เอื้อต่อกิจกรรมด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 6 ทำเลข้างต้น คือ หัวแถวนำกรุงเทพฯ สู่ Creative City แนวคิดแห่งการสร้างเมืองให้มั่งคั่งด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์</p>
<p>การพัฒนาเศรษฐกิจตามโมเดล &#8220;สร้างโรงงาน ปล่อยปล่องไฟ&#8221; เริ่มถูกวิพากษ์ว่า &#8220;หลงทิศ&#8221; เพราะโมเดลเศรษฐกิจใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 จะต้องมีความยั่งยืน เน้นยุทธศาสตร์การเพิ่มมูลค่าจากทุนความรู้ โดยสร้างแหล่งรวมนักคิดและผู้ประกอบการสร้างสรรค์</p>
<p>หลอมรวมกันจนเกิดเป็นการจ้างงาน สร้างรายได้ เป็นพลังสู่การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของเมืองและประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง</p>
<p>ดังที่เคยเกิดขึ้นในยุโรป สหรัฐ หรือเกาหลีซึ่งล้วนใช้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น เบอร์ลิน ต้นแบบของเมืองสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ก้องโลกกับการเป็นเมืองแห่งศิลปะและ งานออกแบบ ที่ดึงคนให้มาเยือนจนเป็นพลังเสริมสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ</p>
<p>เบอร์ลินวันนี้จึงเป็นศูนย์กลางแห่งงานศิลปะอันดับสองของโลกรองจากนิวยอร์ก มีประชากรเกือบ 8 หมื่นคน ในสายงานออกแบบ สื่อสาร บันเทิง ดนตรี วรรณกรรม การแสดง และศิลปะ สร้างมูลค่ารวมกันไม่น้อยกว่า 8 พันล้านยูโร หรือกว่า 360,000  ล้านบาท</p>
<p>หรือโซลจากเกาหลี จากเมืองที่เคยก็อปปี้ญี่ปุ่น การปฏิวัติอุตสาหกรรมภายในเกาหลีทำให้เกาหลียกระดับกรุงโซล ขึ้นมาเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เป็นผู้นำในด้าน Digital Media City จากการบ่มเพาะธุรกิจไอทีและสื่ออย่างครบวงจร และยังขึ้นแท่นเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบในปี 2010</p>
<p>&#8220;ทฤษฎีใหม่ที่จะสร้างเศรษฐกิจโลกให้มั่งคั่งได้ คือ องค์ความรู้จากแนวคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ซึ่งเป็นเสมือน &#8220;ทุน&#8221; และ &#8220;วัตถุดิบ&#8221; สิ่งเหล่านี้จะเข้ามาแทนที่แรงงาน และทรัพยากรธรรมชาติ เพราะการผลิตและอุตสาหกรรมปล่องควันไฟที่เป็นทฤษฎีเก่าในศตวรรษที่ 20 ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ทำให้สินค้าไม่มีความแตกต่างกัน&#8221; ปรมาจารย์นักวางผังเมืองระดับโลก ไมเคิล ฟรีดแมน ผู้มีประสบการณ์พัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์และวางผังเมืองในเขต Silicon Valley กล่าวถึงการสร้างเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องมุ่งสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์</p>
<p>แต่จะเกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ ต้องสร้างเมืองให้เป็น &#8220;เมืองสร้างสรรค์&#8221; หรือ Creative City ด้วย เพราะเมืองสร้างสรรค์จะดึงดูดคนที่มีความคิดสร้างสรรค์เข้ามาในพื้นที่ เอื้อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่มาจากความคิดสร้างสรรค์</p>
<p>เมื่อเมืองเป็นแหล่งรวมนักคิด ผู้ประกอบการสร้างสรรค์ ก็ยิ่งเพิ่มศักยภาพให้กับเศรษฐกิจ</p>
<p>“เมือง&#8221; ถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความคิดสร้างสรรค์ หากออกแบบเมืองให้เกิดสังคมแบบเปิด สร้างสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม สร้างบรรยากาศที่ดึงดูดคนคิดสร้างสรรค์ให้มารวมกัน เพื่อเป็นแหล่งเพาะพันธุ์คนคิดสร้างสรรค์ มีบริษัทที่ชำนาญด้านการผลิตธุรกิจสร้างสรรค์เข้ามาลงทุน ให้เกิดการจ้างงาน จะเกิดเมืองที่มีศูนย์รวมของคนที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลายมาบรรจบกัน&#8221; ฟรีดแมนให้ภาพใหญ่</p>
<p>ส่วนประเทศไทย การมีวัตถุดิบด้านวัฒนธรรม ธรรมชาติ สังคม และบริการชั้นยอด ที่รวมกลุ่มกันเหนียวแน่น ทำให้หลายฝ่ายเล็งว่า เหมาะที่จะดึงมาต่อยอดให้กลายเป็นชุมชนเมืองแห่งการสร้างมวลชนสร้างสรรค์</p>
<p>เริ่มนำร่องจากกรุงเทพ เมืองสร้างสรรค์ ต้นแบบในไทย แล้วแพร่ขยายไปยังชุมชนเมืองในภูมิภาคเหนือ ใต้ อีสาน</p>
<p>ครีเอทีฟ ซิตี้ เวอร์ชั่น กรุงเทพ ควรจะเดินไปแบบไหน นักวิชาการและผู้วิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่นำทีมโดย พีรดร แก้วลาย ได้ร่วมกันศึกษา พิจารณาถึงพื้นที่ที่ขับเคลื่อนและส่งเสริมความเป็นเมืองสร้างสรรค์ โดยค้นหาศักยภาพของพื้นที่เหล่านั้น ทั้งในด้านบุคลากร การใช้พื้นที่เพื่อธุรกิจสร้างสรรค์ ระบบเครือข่ายที่ทำให้การทำงานสร้างสรรค์มีประสิทธิภาพ และหน้าที่หลักของแต่ละพื้นที่ในการเป็นกลไกขับเคลื่อนกรุงเทพมหานคร สู่เมืองสร้างสรรค์ในอนาคต</p>
<p>&#8220;จากการสำรวจ เราได้พื้นที่มา 6 พื้นที่ คือ ทองหล่อ จตุจักร สยาม อาร์ซีเอ ทาวน์อินทาวน์ และสุขุมวิท โดยสยามถือเป็นแหล่งเทรนด์แฟชั่น จตุจักรเป็นพื้นที่ห่วงโซ่ธุรกิจสร้างสรรค์ ทาวน์อินทาวน์ เป็นเมืองโฆษณา ธุรกิจโปรดัคชั่น อาร์ซีเอเป็นพื้นที่ธุรกิจดนตรี ทองหล่อ ธุรกิจออกแบบ และสุขุมวิทเป็นกระดูกสันหลังของคนต่างชาติ&#8221; พีรดร ให้ข้อมูล</p>
<p>ขณะที่ สุพิชฌาย์ ศิลัยรัตน์ ตัวแทนกลุ่มวิจัยเมืองสร้างสรรค์ ให้รายละเอียดของแต่ละทำเลว่า ทองหล่อ ถือเป็นพื้นที่ที่รวมทุกปัจจัยของเมืองสร้างสรรค์ เพราะมีตั้งแต่ธุรกิจสร้างสรรค์อย่างสตูดิโอแต่งงาน อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ไปจนถึง ศูนย์การค้าชุมชน ย่านทองหล่อจึงมีคนทำงานในกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์เป็นจำนวนมาก</p>
<p>นอกจากนี้ธุรกิจสร้างสรรค์ยังส่งผลให้เกิดธุรกิจอื่นๆ เช่น ร้านอาหาร คอนโด เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ และธุรกิจสถานบันเทิง</p>
<p>“คนทำงานในแวดวงธุรกิจสร้างสรรค์ย่านทองหล่อ เป็นกลุ่มสถาปนิก นักออกแบบราว 400 คน ช่างภาพ ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม ศิลปิน นักร้องกว่า 250 คน อาจารย์และนักศึกษาด้านการออกแบบในสถาบันการสอนออกแบบกว่า 900 คน รวมทั้งสิ้น 1,600 คน” สุพิชฌาย์ให้ข้อมูล</p>
<p>โดยกลุ่มธุรกิจแต่งงาน ถือเป็นธุรกิจหลักในย่านทองหล่อ มีทั้งหมด 20 แห่ง สร้างมูลค่าธุรกิจประมาณ 1 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 30% ของธุรกิจแต่งงานในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่ารวม 3 หมื่นล้านบาท</p>
<p>ส่วนธุรกิจสร้างสรรค์อื่นๆ ก็เช่น สตูดิโอออกแบบที่มีกระจายอยู่มากได้ก่อให้เกิดการเอื้อประโยชน์ระหว่าง ธุรกิจออกแบบ ธุรกิจอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน และเฟอร์นิเจอร์นำเข้า อย่างเช่น กลุ่มธุรกิจอุปกรณ์ตกแต่งบ้านที่มีถึง 40 ร้าน ถือว่ามีจำนวนมากเมื่อเทียบกับย่านอื่นๆ</p>
<p>นอกจากนี้ทองหล่อยังมีพื้นที่พบปะ เช่น ศูนย์การค้าชุมชน พื้นที่ที่คนทำงานสร้างสรรค์ใช้เป็นสถานที่พบปะ เช่น มีร้านกาแฟสตาร์บัคส์ถึง 3 ร้านคิดเป็น 16% ของร้านสตาร์บัคส์ในสุขุมวิท</p>
<p>องค์ประกอบอื่นๆ ที่ส่งเสริมให้ทองหล่อเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ คือ การมีสถานที่และกิจกรรมที่สนับสนุนการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น สถาบันปรีดี พนมยงค์ เวทีสำหรับศิลปวัฒนธรรม สถาบันการออกแบบ Accademic Italiana สถาบันดนตรี KPN Music Academy  และ Superstar Academy ซึ่งทั้งสองสถาบันมีจำนวนบุคลากรรวมกันกว่า 800 คน รวมถึงระบบขนส่งมวลชน</p>
<p>“ทองหล่อเป็นพื้นที่รวมปัจจัยที่เกี่ยวข้องและจำเป็นสำหรับกลุ่มคนทำงาน สร้างสรรค์ เมื่อผนวกกับพื้นที่เพื่อการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ ทำให้ทองหล่อมีปัจจัยที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจสร้างสรรค์ที่หาได้ยากใน พื้นที่อื่นๆ” สุพิชฌาย์ กล่าว</p>
<p>สำหรับพื้นที่ จตุจักร ถือเป็นจุดเชื่อมต่อของธุรกิจสร้างสรรค์ ด้วยความหลากหลายของสินค้า ความแปลกใหม่ และเป็นพื้นที่ซึ่งเอื้อต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่ใช้ความคิดสร้าง สรรค์</p>
<p>มีทั้งการออกแบบ การผลิต เพื่อจำหน่ายในร้าน เป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับผู้ผลิตงานสร้างสรรค์จากทั่วประเทศ และเป็นโอกาสทางการค้าของผู้ผลิตสินค้าสร้างสรรค์สำหรับกลุ่มลูกค้าทั้งใน และต่างประเทศ</p>
<p>ปัจจุบันตลาดนัดอย่างจตุจักรมีแผงร้านค้าถาวรมากกว่า 1 หมื่นร้าน และแผงลอยอีกกว่า 300 ร้าน มีคนมาจับจ่ายในวันเสาร์อาทิตย์กว่า 2 แสนคน มีเงินหมุนเวียนต่อสัปดาห์ประมาณ 100-120 ล้านบาท</p>
<p>&#8220;รูปแบบร้านค้าในจตุจักรมี 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม A เป็นสินค้าวัตถุดิบ เช่น ลูกปัด เม็ดหิน เส้นเชือก เน้นขายส่ง มีจำนวน 37% กลุ่ม B ร้านขายสินค้าที่ซื้อวัตถุดิบภายในจตุจักรแล้วนำมาออกแบบ ผลิตเป็นสินค้าขายในร้าน มีจำนวน 33.71% และกลุ่ม C ร้านที่ออกแบบและผลิตชิ้นงานเอง แต่ซื้อหาวัตถุมาจากภายนอก มีจำนวน 29.21%&#8221; ทีมวิจัยให้ข้อมูลถึงห่วงโซ่การค้าในจตุจักร</p>
<p>ในส่วนของ สยามสแควร์ ถือเป็นทำเลโดดเด่นในฐานะเป็นแหล่งแฟชั่น แหล่งรวมความทันสมัย ทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นย่านเกาะติดกระแสแฟชั่นโลก และเป็นที่แจ้งเกิดแบรนด์แฟชั่นไทย</p>
<p>การแวดล้อมด้วยสถาบันการศึกษา สถาบันกวดวิชา ยังทำให้สยามสแควร์เป็นแหล่งรวมกลุ่มวัยรุ่น คนหนุ่มสาว พื้นที่โล่งยังเอื้อต่อกิจกรรมต่างๆ เช่น เปิดตัวสินค้า คอนเสิร์ต ถ่ายภาพยนตร์ ฯลฯ บรรยากาศที่สยามสแควร์จึงคึกคักทั้งในวันธรรมดาและวันหยุด</p>
<p>วันธรรมดาจะมีผู้คนในพื้นที่ราว 2 หมื่นคน ส่วนวันหยุด ราว 5 หมื่นคน กำลังซื้ออยู่ที่ 1 พันบาทต่อคนต่อครั้ง สยามสแควร์จึงมีเงินหมุนเวียน 20-50 ล้านบาทต่อวัน</p>
<p>ธุรกิจเสื้อผ้าและแฟชั่น ถือเป็นธุรกิจใหญ่สุดในสยามสแควร์ พื้นที่จึงถูกใช้เป็นร้านเสื้อผ้ามากที่สุด 46.7% รองลงมาเป็นร้านอาหาร 18.2% นอกจากนี้ยังมีสถาบันกวดวิชา 7.32%</p>
<p>สยามสแควร์ยังถือเป็นแหล่งแจ้งเกิดแบรนด์ของนักออกแบบหน้าใหม่ จนก้าวสู่ตลาดแฟชั่นระดับนานาชาติ เช่น Tube gallery, ISSUE, It’shappened to e a closet</p>
<p>สำหรับผู้ประกอบการที่มาเปิดร้านในสยามสแควร์ ส่วนมากเป็นนักออกแบบรุ่นใหม่ ต้องการทดลองผลิตและจำหน่ายสินค้าที่แปลกใหม่ โดดเด่น แม้ว่าค่าเช่าจะสูงประมาณ 1-3 แสนบาทต่อเดือน แต่จะมีการร่วมกันแบ่งภาระค่าเช่า เพราะการใช้พื้นที่ร้านของนักออกแบบกลุ่มนี้มีไม่มากนัก เนื่องจากเน้นผลิตน้อยชิ้นและเน้นสินค้าที่มีความแตกต่าง ช่วยให้ค่าเช่าพื้นที่ลดลงเหลือประมาณเดือนละ 2 หมื่น-1.2 แสนบาท ขณะที่สามารถสร้างรายได้ เดือนละ 1-7 แสนบาท</p>
<p>“สยามสแควร์เป็นพื้นที่ซึ่งนักออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้าใฝ่ฝันที่จะมีกิจการเป็น ของตนเอง เพราะไม่เพียงสร้างรายได้ แต่การมีร้านเสื้อผ้าแฟชั่นยังหมายถึงการได้สร้างสรรค์ชิ้นงาน ถือเป็นกำลังในการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์”</p>
<p>ทาวน์อินทาวน์ ถือเป็นทำเลศูนย์กลางการออกแบบและสื่อมัลติมีเดียของกรุงเทพฯ ด้วยการปรับลุคของหมู่บ้านจัดสรรมาเป็นโฮม ออฟฟิศ เนื่องจากราคาค่าเช่าที่ไม่แพงและอยู่ใกล้แหล่งธุรกิจ จนปี 2547 พื้นที่ทาวน์อินทาวน์จึงเริ่มกลายเป็นย่านของครีเอทีฟ ออฟฟิศ</p>
<p>จากการศึกษาของทีมวิจัยกลุ่มผังเมือง พบว่า ขณะนี้เป็นพื้นที่พักอาศัยประมาณ 46.68% ขณะที่เป็นอาคารสำนักงานประมาณ 39.31% โดยมีบริษัทที่ทำธุรกิจสร้างสรรค์รวมตัวกันถึง 119 แห่ง ได้แก่ บริษัทสื่อและโฆษณา บริษัทถ่ายทำตัดต่อหนัง บริษัทสถาปนิก บริษัทออกแบบ มีคนทำงานในกลุ่มธุรกิจนี้ประมาณ 1,012 คน</p>
<p>บริษัทเหล่านี้จะทำงานในลักษณะให้บริการเชื่อมโยงกันตามกระบวนการผลิตสื่อ มัลติมีเดีย ตั้งแต่เป็นบริษัทพรีโพรดัคชั่น บริษัทโพรดัคชัน และบริษัทโพสต์ โพรดัคชั่น</p>
<p>“ทุกอย่างที่เกี่ยวกับมีเดียสามารถผลิตได้ในย่านนี้ รายได้ของธุรกิจสร้างสรรค์ในย่านนี้พบว่า ปี 2549  สร้างรายได้ 2,640  ล้านบาท เมื่อเทียบกับรายได้สื่อสร้างสรรค์ของประเทศ 4.9 แสนล้านบาท เท่ากับทาวน์อินทาวน์สร้างรายได้ 0.5%  ของด้านนี้” สุพิฌาย์ กล่าว</p>
<p>อาร์ซีเอ เป็นอีกทำเลธุรกิจสร้างสรรค์ในฐานะศูนย์กลางธุรกิจดนตรี สื่อ และสถานบันเทิง ด้วยภาพลักษณ์สถานบันเทิงของอาร์ซีเอ ทำให้กลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ มองเห็นศักยภาพและโอกาสของพื้นที่ ซึ่งมีข้อได้เปรียบเรื่องค่าเช่าราคาถูกเมื่อเทียบกับย่านสุขุมวิท ที่ห่างกันไม่ถึง 3 ก.ม.</p>
<p>อาร์ซีเอในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจึงเกิดปรากฏการณ์กระจุกตัวของคนทำงานสร้างสรรค์หลากหลายประเภท ตั้งแต่สื่อสิ่งพิมพ์ สถานีวิทยุ บริษัทโฆษณา และบริษัทสร้างสรรค์สื่อสมัยใหม่ประเภทต่างๆ ธุรกิจภาพยนตร์ กลุ่มอุตสาหกรรมดนตรี ธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์</p>
<p>&#8220;จากยูนิตทั้งหมดที่มีการใช้งาน 342 ยูนิต การใช้พื้นที่ของกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์มีมากถึง 124 ยูนิต คิดเป็น 36.25% เนื่องจากพื้นที่ที่เอื้อ โดยเป็นทั้งพื้นที่พบปะของคนทำงานสร้างสรรค์ในพื้นที่  การใช้พื้นที่ของอุตสาหกรรมดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวนักร้องคนใหม่ พื้นที่จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ดนตรีอื่นๆ&#8221;</p>
<p>ชาวต่างชาติ ถือเป็นอีกองค์ประกอบของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพราะความหลากหลายทางเชื้อชาติ หมายถึงโอกาสในการเปิดพื้นที่ของความคิดที่หลากหลาย สุขุมวิท ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยรองรับคนต่างชาติจึงเป็นอีกพื้นที่สร้างสรรค์ ของกรุงเทพฯ</p>
<p>&#8220;เหตุผลที่ย่านสุขุมวิทเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากที่สุด ทั้งแหล่งชอปปิง โรงแรมห้าดาว อาคารสำนักงาน คอนโดมีเนียม โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ระบบขนส่งมวลชน&#8221; สุพิฌาย์ กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้ชาวต่างชาติที่พักอยู่ในไทยสูงสุด คือ ชาวญี่ปุ่นซึ่งนิยมพักอาศัยในย่านสุขุมวิทจนได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่น</p>
<p>ข้อมูลของปี 2548 ระบุว่า ไทยมีชาวญี่ปุ่นอยู่มากเป็นอันดับ 7 ของโลก และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำงาน ใช้ชีวิตในไทยเพิ่ม 10% ทุกๆ ปี ปัจจุบันจึงมีชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำงานประมาณ 4.5 หมื่นคน ถือเป็นกลุ่มคนที่ใช้ฐานความรู้ในการทำงาน และยังส่งผลให้เกิดการพัฒนาธุรกิจมากมาย เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของครอบครัวญี่ปุ่น</p>
<p>สาเหตุที่คนญี่ปุ่นเลือกพักย่านสุขุมวิท เพราะต้องการใช้เวลาเดินทางไปยังที่ต่างๆ เช่นที่ทำงาน โรงเรียน แหล่งชอปปิงไม่เกิน 15 นาที นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลคุณภาพสูง ร้านอาหาร  ร้านขนมปังของคนญี่ปุ่น ร้านหนังสือ คอนโดที่อยู่ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมดี</p>
<p>&#8220;พื้นที่สุขุมวิทเป็นพื้นที่ส่งเสริมความเป็นเมืองสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ เพราะมีศักยภาพตอบสนองความต้องการกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ต่างชาติ จากความสะดวกในการเดินทาง ที่อยู่ รองรับการใช้ชีวิตที่เป็นสากล และมีสิ่งอำนวยความสะดวกทัดเทียมเมืองใหญ่ของโลก</p>
<p>หากคนญี่ปุ่นเลือกสุขุมวิทเป็นบ้านหลังที่สองได้ ย่อมหมายความว่า สุขุมวิทย่อมมีความพร้อมสำหรับคนชาติอื่นๆ ด้วย&#8221; สุพิฌาย์กล่าว</p>
<p>จากสภาพแวดล้อมของเมืองที่ไม่หยุดนิ่งตลอด 24 ชั่วโมง มีผู้ประกอบการสร้างสรรค์ในหลายสาขา เป็นที่รวมของกลุ่มคนหลายเชื้อชาติ เป็นพื้นที่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมที่หลากหลาย กรุงเทพฯ จึงถือว่ามีศักยภาพที่จะพัฒนาไปสู่เมืองสร้างสรรค์ได้ เห็นได้จากทำเลสร้างสรรค์ข้างต้นที่มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไป ระดับหนึ่งแล้ว</p>
<p>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a title="KSMECARE" href="http://www.ksmecare.com" target="_blank">www.ksmecare.com</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksmecare.wordpress.com/424/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksmecare.wordpress.com/424/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksmecare.wordpress.com/424/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksmecare.wordpress.com/424/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksmecare.wordpress.com/424/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksmecare.wordpress.com/424/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksmecare.wordpress.com/424/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksmecare.wordpress.com/424/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksmecare.wordpress.com/424/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksmecare.wordpress.com/424/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksmecare.wordpress.com/424/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksmecare.wordpress.com/424/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksmecare.wordpress.com/424/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksmecare.wordpress.com/424/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksmecare.wordpress.com&amp;blog=8484053&amp;post=424&amp;subd=ksmecare&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksmecare.wordpress.com/2009/12/12/six/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45ff0b2e8c2ebe8a62a3fb8e7a54c780?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksmecare</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ksmecare.com/imagesNews/521209102931350.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://ksmecare.com/ImagesUpload/NewsEditor/news_img_89785_1.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">ทำเล</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
